เกี่ยวกับเรา

ธุรกิจของเรา
ประวัติของเรา

ประวัติของ Japan Valuers

ธันวาคม 2541

ได้จัดตั้งเครือข่ายผู้ประเมินราคาทั่วประเทศเป็นครั้งแรก

ธันวาคม 2545

ได้รวมเข้ากับ Hiro & Associates, Inc. ซึ่งเป็นบริษัทที่ได้รับการยอมรับอย่างสูงจากนักลงทุนต่างประเทศ

มิถุนายน 2546

เปิดสำนักงานสาขาใน Naka-ku, Nagoya

กุมภาพันธ์ 2551

เริ่มพัฒนาโมเดลเครือข่ายทั่วโลก โดยเน้นเป็นพิเศษที่เอเชียและอเมริกาเหนือ

ตุลาคม 2553

ควบรวมกิจการกับ Wakaba Tokai Estate Consultants Ltd.

กันยายน 2554

ได้รับการขึ้นทะเบียนและกำกับดูแลโดย RICS (Royal Institution of Chartered Surveyors-UK)

กรกฎาคม 2556

ย้ายสำนักงานใหญ่โตเกียวไปที่ Fujimi, Chiyoda-ku เพื่อรองรับการขยายธุรกิจ

ธันวาคม 2558

ขยายธุรกิจไปต่างประเทศด้วยการก่อตั้ง Japan Valuers (Myanmar) Co., Ltd. และร่วมก่อตั้ง Japan Valuers (Cambodia) Co., Ltd.

เมษายน 2561

ยกระดับแผนกความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่สำนักงานใหญ่โตเกียว เพื่อให้บริการลูกค้าต่างประเทศได้ดียิ่งขึ้น โดยมี Takashi Nakazawa เป็นหัวหน้า

ตุลาคม 2563

Japan Valuers ได้ร่วมมือกับคุณ รัชภูมิ จงภักดี ผู้เชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์ โดยมุ่งเน้นการให้บริการลูกค้าในประเทศไทยและทั่วภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

การสร้างสรรค์พื้นที่ การสร้างอนาคต ไปด้วยกัน

เจแปน แวลูเออร์ส (ไทยแลนด์) สร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้ด้วยการให้คำปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ ที่ผสมผสานความเชี่ยวชาญ นวัตกรรม และวิสัยทัศน์ที่ล้ำสมัย เรามุ่งมั่นที่จะช่วยปลดล็อกศักยภาพของอสังหาริมทรัพย์ทุกแห่ง พร้อมทั้งออกแบบอนาคตของวงการอสังหาริมทรัพย์ไปพร้อมกัน 

ดาวน์โหลด

ทีมสำนักงานประเทศไทย

รัชภูมิ จงภักดี

กรรมการผู้จัดการ
Email : Ratchaphum.j@jvthailand.com

จิรัฎฐ์ วิชิตชัยชาคร

ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายประเมินราคาทรัพย์สิน
Email: info@jvthailand.com

ประคอง เกิดจั่น

รองผู้อำนวยการฝ่ายประเมินราคาทรัพย์สิน
Email: Prakong.k@jvthailand.com

มนันยา โชติวรรณ

ผู้อำนวยการฝ่ายการเงิน
Email: Manunya.c@jvthailand.com

อรกัญญา เยื้อนหนูวงศ์

ผู้จัดการ | ฝ่ายที่ปรึกษาทางธุรกิจ
ผู้จัดการชั่วคราว | ฝ่ายพัฒนาธุรกิจและการตลาด
Email: Orakanya.y@jvthailand.com

ภิพภา กลางณรงค์

ผู้ช่วยผู้จัดการ
ฝ่ายที่ปรึกษาและประเมินมูลค่าธุรกิจการบริการ
Email : Pippa.k@jvthailand.com

จิดานันท์ โสพิลา (ฮิเดมิ)

ผู้ช่วยผู้จัดการ
ฝ่ายธุรกิจและการตลาด
Email: Jidanan.s@jvthailand.com

สมาชิกและสมาคม

ข้อมูลเชิงลึกและการวิจัย

อ่านเพิ่มเติม
Thailand Real Estate Market Outlook

การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานของไทยกำลังก่อให้เกิดโอกาสใหม่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ รายงานฉบับล่าสุดได้สรุปประเด็นสำคัญที่นักลงทุนและผู้ประกอบการควรติดตามอย่างใกล้ชิด

ประเด็นที่น่าสนใจ

  • แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2025
  • โครงสร้างการถือครองทรัพย์สินของชาวต่างชาติในประเทศไทย
  • ประเทศไทย: ขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยโครงสร้างพื้นฐานเชิงกลยุทธ์
  • ภาพรวมสถานการณ์เศรษฐกิจไทยและความท้าทายสำคัญ
  • แนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยปี 2025: มุมมองรายภาคส่วน

เศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวในระดับที่มั่นคง ขณะที่เมกะโปรเจกต์ด้านคมนาคมและการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษผลักดันให้ไทยยังคงเป็นจุดหมายหลักของการลงทุนต่างชาติ ตลาดอสังหาฯกำลังก้าวเข้าสู่ “Two-Speed Market” โดยเซกเตอร์อย่าง Luxury, Industrial & Logistics และ Hospitality เด่นชัด ขณะที่บางกลุ่มยังต้องเผชิญความท้าทายด้านดีมานด์และซัพพลาย

Thailand Real Estate Market Outlook
ภาพรวมตลาดอาคารสำนักงานเกรด A และอาคารที่ได้รับการรับรองมาตรฐานของประเทศไทย

สำรวจว่าแนวโน้มการทำงานที่เปลี่ยนไป กระแสความยั่งยืน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานใหม่ กำลังขับเคลื่อนและปรับโฉมตลาดอาคารสำนักงานเกรด A และอาคารที่ได้รับการรับรองของไทยอย่างไร

อีบุ๊กฉบับกระชับ 5 หน้านี้ รวบรวมข้อมูลเชิงลึกสำคัญ — ตั้งแต่ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจและภาวะเศรษฐกิจมหภาค ไปจนถึงพลวัตของอุปสงค์–อุปทาน แนวโน้มการลงทุน และทิศทางการพัฒนาในอนาคต — โดยอ้างอิงข้อมูลจาก Japan Valuers Thailand และหน่วยงานเศรษฐกิจชั้นนำของประเทศ

ดาวน์โหลดตอนนี้ เพื่อทำความเข้าใจว่าการทำงานแบบไฮบริด มาตรฐานอาคารสีเขียว และการขยายตัวของโครงข่ายขนส่งมวลชน กำลังสร้างโอกาสใหม่ให้กับนักลงทุน นักพัฒนา และผู้เช่า ในตลาดอาคารสำนักงานไทยที่กำลังเติบโตและปรับตัวอย่างต่อเนื่อง

Office Market Outlook อาคารสำนักงาน
ภาพรวมแบรนด์โรงแรมสัญชาติไทยในประเทศไทย

ประเทศไทยเป็นที่ตั้งของแบรนด์โรงแรมสัญชาติไทยชั้นนำหลายแห่ง ซึ่งได้สร้างชื่อเสียงและมีบทบาทอย่างมั่นคงในจุดหมายปลายทางสำคัญทั่วประเทศ แบรนด์เหล่านี้สะท้อนถึงมรดกด้านการบริการอันลึกซึ้งของคนไทยควบคู่กับความประณีตและความร่วมสมัยในด้านการออกแบบ ภาพรวมนี้นำเสนอให้เห็นถึงวิธีที่ผู้ประกอบการโรงแรมไทยชั้นนำยังคงมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนตลาดโรงแรมภายในประเทศ ด้วยการมอบประสบการณ์อันโดดเด่นที่ผสมผสานอัตลักษณ์ท้องถิ่นเข้ากับการบริการระดับโลกอย่างกลมกลืน

ChatGPT said: ภาพรวมแบรนด์โรงแรมสัญชาติไทยในประเทศไทย
ภาพรวมแบรนด์โรงแรมระดับนานาชาติในประเทศไทย

ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญของผู้ประกอบการโรงแรมระดับโลก ด้วยการมีแบรนด์ที่หลากหลาย ครอบคลุมตั้งแต่ระดับอัลตร้าลักชัวรีไปจนถึงระดับประหยัด ความหลากหลายนี้สะท้อนถึงบทบาทของประเทศไทยในฐานะทั้ง จุดหมายปลายทางท่องเที่ยวระดับโลก และ ศูนย์กลางการเดินทางเพื่อธุรกิจในภูมิภาคเอเชีย ภาพรวมนี้นำเสนอการจัดตำแหน่งของกลุ่มโรงแรมชั้นนำระดับนานาชาติในตลาดไทยปัจจุบัน ซึ่งไม่เพียงแสดงถึง ตัวเลือกที่หลากหลายสำหรับนักเดินทางทั่วโลก แต่ยังตอกย้ำถึง ความเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่องของแบรนด์ระดับโลก ที่มีต่อศักยภาพและเสน่ห์ของอุตสาหกรรมการบริการในประเทศไทย

ภาพรวมแบรนด์โรงแรมระดับนานาชาติในประเทศไทย (Existing International Hotel Brandscape in Thailand)
แนวโน้มโรงแรมไทย 2025: เส้นทางสู่การเติบโตและโอกาสใหม่

เจาะลึกปัจจัยที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมโรงแรมและการท่องเที่ยวไทย ครึ่งปี 2025 พร้อมค้นหาโอกาสใหม่ ๆ ที่ยังเปิดกว้าง ขณะที่ตลาดก้าวสู่ปี 2026

E-Book ความยาว 4 หน้า รวบรวมแนวโน้มสำคัญของปีไว้อย่างครบถ้วนและเข้าใจง่าย — ครอบคลุมทั้งความต้องการท่องเที่ยว ความเชื่อมต่อด้านการบิน ซัพพลายใหม่ ไปจนถึงสภาวะทางการเงินและมุมมองของนักลงทุน — โดยอ้างอิงข้อมูลจากหน่วยงานชั้นนำของไทย

ดาวน์โหลด เพื่ออ่านข้อมูลเชิงลึกที่ชัดเจนและนำไปใช้ได้จริง เหมาะสำหรับผู้ประกอบการ นักพัฒนา และนักลงทุน ที่ต้องการเตรียมกลยุทธ์ก้าวต่อไปในภูมิทัศน์โรงแรมไทยที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

Hospitality Industry Insights 2025: Growth, Opportunities, and Market Outlook Hotel Market Trends 2025
การวิจัยตลาดเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ในประเทศไทยปี 2567

แนวโน้มธุรกิจเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์ ปี 2567

ธุรกิจเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์ (Service Apartment) ในปัจจุบันเน้นไปที่การมีฟิตเนสและทางเลือกด้านสุขภาพที่ทันสมัย รวมถึงเป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงและครอบครัวเพื่อตอบสนองความต้องการและความชื่นชอบของนักเดินทาง

  • เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีการจำกัดจำนวนแรงงานต่างชาติที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาทำงาน ทำให้ธุรกิจเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์ ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง
  • ธุรกิจอพาร์ตเมนต์บริการส่วนใหญ่มักตั้งอยู่ตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้า โดยเฉพาะถนนสุขุมวิท ถือเป็นทำเลที่ได้รับความนิยมมากที่สุดสำหรับการพัฒนาโครงการลักษณะนี้
  • อัตราค่าเช่าอพาร์ตเมนต์บริการในย่านลุมพินีถือว่าสูงที่สุด โดยอยู่ที่ประมาณ 1,800 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน
  • ปัจจุบัน ผู้เช่ามีความใส่ใจในเรื่องความยั่งยืนมากขึ้น เช่น ศูนย์ออกกำลังกาย อาหารเพื่อสุขภาพ และการรับรองอาคารสีเขียว อพาร์ตเมนต์บริการที่สามารถมอบสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการคุณภาพสูงที่โรงแรมทั่วไปไม่มีให้ เช่น บริการซักรีด บริการห้องพักตลอด 24 ชั่วโมง และพนักงานอำนวยความสะดวก จะสามารถสร้างความได้เปรียบในตลาดที่มีการแข่งขันสูง
  • ณ ปี 2566 มีชาวต่างชาติที่อาศัยและทำงานในประเทศไทยประมาณ 3-4 ล้านคน และมีชาวญี่ปุ่นอาศัยอยู่ในไทยราว 78,500 คน ซึ่งตัวเลขนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี และแตะระดับสูงสุดในปี 2564 ที่มากกว่า 82,500 คน
การวิจัยตลาดอุตสาหกรรมของประเทศไทยในปี 2567

การวิจัยตลาดอุตสาหกรรม 

เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกกำลังปลดล็อกศักยภาพการลงทุนโดยเชื่อมโยงสองเขตเศรษฐกิจที่มีพลวัตกับเขตเศรษฐกิจอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า (GBA)

  • ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในภาคตะวันออก และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ดีขึ้นและรัฐบาลประกาศให้เป็นโรคประจำถิ่น นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้น กิจกรรมทางเศรษฐกิจมีเสถียรภาพ และอุปสงค์ภายในประเทศปรับตัวดีขึ้น นอกจากนี้ ความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นในหมู่ผู้ประกอบการเป็นประโยชน์ต่อภาคการผลิตและอุตสาหกรรม
  • จำนวนนักลงทุนต่างชาติในปี 2566 เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีต่อปี โดยญี่ปุ่นเป็นนักลงทุนรายใหญ่ที่สุดในพื้นที่ EEC
  • เป้าหมายเร่งด่วนในปี 2566 ได้แก่ วีซ่าระยะยาว, สถานที่ระดมทุน EEC, พร้อมเริ่มการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง (เชื่อมต่อ 3 สนามบิน), การจัดตั้งศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองที่น่าอยู่ ฯลฯ
  • ในปี 2566 แต่ละโครงการจะได้รับการเพิ่มขึ้นโดยการปรับให้เข้ากับอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (S curve ใหม่) และมีการจัดงาน EEC Cluster Fair 2023 เพื่อขับเคลื่อนนโยบายการลงทุนเพื่อสร้างหมุดหมายใหม่ของการลงทุนไทยในพื้นที่ EEC
คอนโดมิเนียมหรูในประเทศไทยปี 2567
  • ตลาดอสังหาริมทรัพย์ของประเทศไทยยังคงชะลอตัวในปี 2566 โดยมีสาเหตุหลายประการ รวมถึงการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ล่าช้า หนี้ครัวเรือนสูง อัตราเงินเฟ้อสูง และอัตราดอกเบี้ยสูง ซึ่งทั้งหมดส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคชาวไทย
  • ในปี 2566 มีคอนโดมิเนียมระดับหรูสร้างเสร็จทั้งหมด 2,562 ยูนิต เช่น คลาวด์ เรสซิเดนซ์ สุขุมวิท 23, วาลเด้น ทองหล่อ 8, เทตต์ สาทร 12 และ สโคป หลังสวน เป็นต้น
  • ผู้บริโภคต่างชาติส่วนใหญ่ที่มองหาคอนโดมิเนียมมาจากเอเชีย โดยหลักมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง ไต้หวัน เมียนมาร์ สิงคโปร์ และญี่ปุ่น
  • 98 Wireless โดดเด่นในฐานะโครงการคอนโดมิเนียมที่แพงที่สุดในกรุงเทพฯ โดยมียูนิตราคาอยู่ที่ 650 ล้านบาทต่อยูนิต ด้วยราคาต่อตารางเมตรที่ 685,654 บาท แสดงถึงสุดยอดของการใช้ชีวิตหรูหราในเมือง
  • โครงการคอนโดมิเนียมแบรนด์หรูแห่งล่าสุดในกรุงเทพฯ คือ อมัน นายเลิศ เรสซิเดนเซส กรุงเทพฯ ตั้งอยู่ในย่านเพลินจิตอันทรงเกียรติ โดยมียูนิตขนาดตั้งแต่ 104 ถึง 2,200 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้นที่ 800,000 บาทต่อตารางเมตร ซึ่งถือเป็นราคาขายคอนโดมิเนียมที่สูงที่สุดในย่านศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) ของกรุงเทพฯ
อาคารเขียวของประเทศไทยในปี 2567

การวิจัยตลาดอาคารสีเขียว ที่ได้รับการรับรอง

เทรนด์อาคารสีเขียวในประเทศไทยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มที่ดีในอนาคต โดยเน้นไปที่องค์กรที่เป็นผู้นำด้านความยั่งยืน และสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีต่อสุขภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมสำหรับชุมชน

ความท้าทายที่ต้องเผชิญในอนาคต

  • หลายธุรกิจเปลี่ยนไปใช้รูปแบบการทำงานแบบไฮบริด ส่งผลให้ความต้องการเช่าพื้นที่ไม่เติบโตทันกับอุปทาน
  • ผู้เช่าที่ต้องการเสริมภาพลักษณ์ด้านสิ่งแวดล้อม จะทำให้ความต้องการอาคารที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสีเขียว (หรือเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม) เพิ่มขึ้น
  • การจ้างงานที่เพิ่มขึ้นและดัชนี BSI ที่ดีขึ้นสะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจปรับตัวดีขึ้นจากปีที่ผ่านมา
  • อาคารที่ได้รับการรับรองสีเขียวส่วนใหญ่อยู่ที่ค่าเช่ามากกว่า 700 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน
  • ในปี 2566 มีอาคารที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสีเขียวแล้ว 220,437 ตารางเมตร ได้แก่ Park Silom, The Rice, Siam Patumwan House, The Unicorn, Punn, JLK Tower และ JRK Tower
  • LEED และ WELL เป็นสองมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในด้านอาคารสีเขียว หากอาคารสามารถผ่านเกณฑ์ที่กำหนดโดย LEED หรือ WELL จะได้รับการรับรองมาตรฐาน ซึ่งช่วยให้ผู้ที่เกี่ยวข้องมั่นใจในความเป็นอิสระของกระบวนการตรวจสอบ
ตลาดโรงแรมหรูของประเทศไทยในปี 2567

การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวส่งผลกระทบเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการเดินทาง การนำนโยบายเปิดการท่องเที่ยวกลับมาใช้อีกครั้งในปี 2565 ทำให้เริ่มมีการฟื้นตัว และการเติบโตอย่างต่อเนื่องของตลาดโรงแรมหรูในประเทศไทย

อุตสาหกรรมการเดินทางและการท่องเที่ยวเป็นภาคส่วนสำคัญที่สร้างรายได้ให้กับประเทศต่างๆ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเยือนประเทศไทยเพิ่มขึ้น 20% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดยนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เข้ามาเที่ยวในไทยมากที่สุดในปี 2565 คือ ชาวมาเลเซีย รองลงมาคือจีน สิงคโปร์ เกาหลีใต้ อินเดีย และรัสเซีย จำนวนผู้โดยสารระหว่างประเทศและภายในประเทศเพิ่มขึ้นจาก 44,844,976 คน เป็น 78,679,532 คน พ.ศ.2566 ส่งผลกระทบต่อจำนวนผู้โดยสารขาเข้าประเทศไทย

รายได้ของโรงแรมหรูในประเทศไทยเพิ่มขึ้นในปี 2566 รวมเป็น 29.16 ล้านล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2562 การเติบโตนี้สามารถเกิดขึ้นได้ ส่วนใหญ่มาจากภาคการท่องเที่ยวภายในประเทศซึ่งมีการท่องเที่ยวในประเทศไทยที่แข็งแกร่ง ประเทศไทยได้กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่กำลังเติบโตสำหรับการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ และ MICE