ไขข้อข้องใจ ทำไมธนาคารต่างชาติถึงเจาะจงเลือกใช้ บริษัทประเมิน มาตรฐาน RICS | Japan Valuers (Thailand)

มิถุนายน 8, 2569

เมื่อกลุ่มทุนข้ามชาติ สถาบันการเงินระดับโลก หรือธนาคารต่างชาติเข้ามาปล่อยสินเชื่อและลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ไทย สิ่งแรกๆ ที่พวกเขาจะเรียกหาคือรายงานประเมินราคาหลักประกัน แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ธนาคารเหล่านี้มักจะไม่ยอมรับรายงานที่ใช้มาตรฐานทั่วไป ทว่ากลับเจาะจงว่าต้องมาจาก บริษัทประเมิน มาตรฐาน RICS เท่านั้น

สำหรับในประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ทำเลทองของกรุงเทพฯ และเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ความเข้มงวดนี้ยิ่งทวีคูณขึ้นในปี 2026 บทความนี้จะพาทุกท่านไปหาคำตอบแบบเจาะลึกในหลากหลายหัวข้อว่า เหตุใดธนาคารต่างชาติถึงให้ความไว้วางใจในมาตรฐานสากลนี้ และช่วยลดความเสี่ยงทางการเงินได้อย่างไร

ปัญหาของธนาคารต่างชาติ: ความไม่คุ้นเคยในตลาดท้องถิ่น

เวลาที่ธนาคารจากญี่ปุ่น สิงคโปร์ หรือยุโรป ต้องการอนุมัติวงเงินกู้ให้แก่โครงการในประเทศไทย อุปสรรคชิ้นใหญ่ของพวกเขาคือ “ความไม่เข้าใจพฤติกรรมตลาดในพื้นที่”

  • ความเสี่ยงด้านข้อมูล: ราคาที่ประกาศขายตามหน้าเว็บไซต์อสังหาริมทรัพย์ในไทยมักมีการตั้งราคาเผื่อต่อรองไว้สูง หากธนาคารใช้ข้อมูลเหล่านั้นในการคำนวณวงเงินปล่อยกู้ อาจส่งผลให้ปล่อยกู้เกินมูลค่าจริง (Over-financing) ซึ่งอันตรายมาก

  • ภาษาสากลที่เข้าใจตรงกัน: ธนาคารต่างชาติต้องการรายงานที่ใช้ระเบียบวิธีคิดที่เป็นสากล เพื่อให้คณะกรรมการอนุมัติสินเชื่อ (Credit Committee) ที่อยู่ต่างประเทศสามารถอ่านและเข้าใจความเสี่ยงได้ทันทีโดยไม่ต้องแปลเจตนาใหม่

รู้จัก RICS: “พาสปอร์ตทางการเงิน” ที่ธนาคารทั่วโลกยอมรับ

RICS (Royal Institution of Chartered Surveyors) คือองค์กรวิชาชีพระดับโลกจากอังกฤษที่ควบคุมมาตรฐานนักประเมินราคาและผู้สำรวจทรัพย์สินมานานกว่าศตวรรษ

รายงานที่ออกโดย บริษัทประเมิน มาตรฐาน RICS จะใช้เกณฑ์ที่เรียกว่า “Red Book” ซึ่งได้รับการรับรองร่วมกับมาตรฐานการประเมินมูลค่าทรัพย์สินสากล (IVS) ดังนั้น เมื่อธนาคารต่างชาติเห็นตราสัญลักษณ์ RICS บนหน้าปกรายงาน พวกเขาจะรู้ทันทีว่ารายงานฉบับนี้มีมาตรฐานเดียวกันกับรายงานที่ออกในนิวยอร์ก ลอนดอน หรือโตเกียว

ธนาคารต่างชาติเลือกบริษัทประเมิน RICS

ตัดปัญหา “นักประเมินเข้าข้างลูกค้า” ด้วยกฎจรรยาบรรณเหล็ก

หนึ่งในความกังวลสูงสุดของสถาบันการเงินคือ ความเป็นกลางของนักประเมิน (Valuation Bias) เพราะในบางตลาดท้องถิ่น นักประเมินอาจถูกกดดันจากผู้พัฒนาโครงการให้ปั่นราคาประเมินให้สูงขึ้นเพื่อประโยชน์ในการกู้เงิน

  • อิสรภาพ 100%: RICS มีข้อกำหนดเรื่องความซื่อสัตย์และการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างรุนแรง นักประเมินของ RICS จะต้องแสดงตนอย่างชัดเจนว่าไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับทรัพย์สินชิ้นนั้นๆ

  • ห้ามผูกค่าธรรมเนียมกับมูลค่า: การคิดค่าบริการของ RICS จะเป็นค่าธรรมเนียมคงที่ตามความยากง่ายของงาน ไม่ใช่เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าทรัพย์สิน ยิ่งประเมินได้แพงไม่ได้แปลว่าจะได้เงินเพิ่ม วิธีนี้ทำให้ธนาคารมั่นใจได้ว่าตัวเลขที่ได้คือ “ราคาตลาดที่แท้จริง”

ระเบียบวิธีวิเคราะห์เชิงลึก (Evidence-Based Approach)

ธนาคารต่างชาติไม่ชอบ “ตัวเลขลอยๆ” ที่เกิดจากความรู้สึกหรือประสบการณ์ส่วนตัวของนักประเมิน แต่ต้องการหลักฐานที่จับต้องได้

  • การสอบทานข้อมูลดิบ: นักประเมินที่ได้มาตรฐาน RICS จะต้องลงพื้นที่จริง ตรวจสอบโฉนดที่ดิน (Chanote) เส้นทางเข้าออก ข้อจำกัดทางกฎหมาย และที่สำคัญคือต้องหา “หลักฐานการซื้อขายจริง (Comparable Sales)” ในพื้นที่ใกล้เคียงมาเปรียบเทียบอย่างน้อย 3-5 เคส พร้อมทำตารางปรับแก้ส่วนต่าง (Adjustment Grid) อย่างเป็นวิทยาศาสตร์

ความเข้มงวดของเกณฑ์ Basel 3.1 และการบริหารความเสี่ยง

ในปี 2026 ระบบธนาคารทั่วโลกได้หันมาใช้เกณฑ์ Basel 3.1 อย่างเข้มงวด ซึ่งเป็นกฎหมายสากลที่ควบคุมให้ธนาคารพาณิชย์ต้องสำรองเงินทุนตามความเสี่ยงของสินทรัพย์

  • ผลกระทบต่อหลักประกัน: ภายใต้เกณฑ์นี้ มูลค่าของอสังหาริมทรัพย์ที่นำมาค้ำประกันจะต้องมีความแม่นยำสูงมาก หากธนาคารต่างชาติใช้รายงานประเมินที่ไม่ได้มาตรฐานสากล พวกเขาอาจถูกหน่วยงานกำกับดูแลของประเทศตนเองสั่งปรับ หรือบังคับให้สำรองเงินทุนเพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลเสียต่อผลกำไรของธนาคาร

 

Japan Valuers บริษัทประเมินราคา RICS ในประเทศไทย

 

การประเมินความเสี่ยงด้าน ESG: ปัจจัยสำคัญในยุคปัจจุบัน

ปัจจุบัน ธนาคารต่างชาติให้ความสำคัญกับเรื่อง ESG (Environmental, Social, and Governance) เป็นอย่างยิ่ง โครงการอสังหาริมทรัพย์ที่จะผ่านอนุมัติเงินกู้ได้มักจะต้องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

  • การมองการณ์ไกล: มาตรฐาน RICS บังคับให้นักประเมินใส่หัวข้อการวิเคราะห์ด้านความยั่งยืนลงไปด้วย เช่น อาคารนี้เสี่ยงต่อปัญหาน้ำท่วมในอนาคตหรือไม่? มีระบบประหยัดพลังงานหรือแผงโซลาร์เซลล์หรือไม่? ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ธนาคารต่างชาติประเมินได้ว่าทรัพย์สินนี้จะยังมีมูลค่าที่ดีในอีก 10 หรือ 20 ปีข้างหน้าหรือไม่

ประโยชน์ต่อการทำบัญชีและการตรวจสอบโดย Big 4

เมื่อบริษัทข้ามชาติเข้าซื้อกิจการ (M&A) ในประเทศไทย ธนาคารต่างชาติที่ปล่อยกู้จะต้องทำงานร่วมกับบริษัทตรวจสอบบัญชีระดับโลกกลุ่ม Big 4 (PwC, Deloitte, EY, KPMG)

  • เชื่อมต่อไร้รอยต่อ: ผู้ตรวจสอบบัญชีเหล่านี้จะยอมรับเฉพาะรายงานประเมินทรัพย์สินที่ได้มาตรฐานสากลอย่าง RICS เท่านั้น ทำให้ขั้นตอนการจัดทำงบการเงินและการตรวจสอบบัญชีประจำปีเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องเสียเวลาและเสียเงินจ้างบริษัทประเมินใหม่เพื่อทำรายงานซ้ำอีกรอบ

Japan Valuers (Thailand) คู่คิดที่ธนาคารต่างชาติเลือกใช้

บริษัท เจแปน แวลูเออร์ (ประเทศไทย) จำกัด คือคำตอบที่ตอบโจทย์ความต้องการของสถาบันการเงินต่างชาติอย่างแท้จริง เราได้รับการรับรองเป็นบริษัทควบคุมมาตรฐานโดย RICS มาอย่างต่อเนื่องยาวนานตั้งแต่ปี 2011

เราเข้าใจดีว่าธนาคารต่างชาติต้องการอะไร เราจึงได้ผสานเอา “ความละเอียดรอบคอบและตรงต่อเวลาตามสไตล์ญี่ปุ่น (Kaizen)” เข้ากับ “มาตรฐานสากลระดับโลกของ RICS” และความเชี่ยวชาญในข้อกฎหมายท้องถิ่นของไทย รายงานของเราจัดทำเป็นภาษาอังกฤษและภาษาญี่ปุ่นอย่างเป็นมืออาชีพ ได้รับการยอมรับจากสำนักงาน ก.ล.ต. ของไทย และเป็นที่เชื่อมั่นของเครดิตธนาคารต่างชาติทุกแห่ง ไม่ว่าจะเป็นการประเมินโรงงานในนิคมอุตสาหกรรม, โรงแรมหรู, หรือโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ ย่อมมั่นใจได้ว่ารายงานของเราจะผ่านการพิจารณาในครั้งเดียว