ในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ การพัฒนา อาคารสีเขียว (Green Building) ได้กลายเป็นหัวใจสำคัญของวงการอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลก ไม่เพียงแต่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ใช้งาน และเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนกลยุทธ์ ESG (Environmental, Social, and Governance) ให้เห็นผลเป็นรูปธรรม
อาคารสีเขียว คืออะไร?
อาคารสีเขียว คือ อาคารที่ถูกออกแบบ ก่อสร้าง และบริหารจัดการโดยคำนึงถึงการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างสุขภาวะที่ดีให้กับผู้อยู่อาศัย โดยมีลักษณะเด่น ดังนี้:
- การจัดการพลังงาน: ลดการใช้ไฟฟ้าและเพิ่มการใช้พลังงานสะอาด
- ทรัพยากรน้ำ: มีระบบหมุนเวียนและลดการใช้น้ำอย่างคุ้มค่า
- วัสดุที่ยั่งยืน: เลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมและรีไซเคิลได้
- คุณภาพอากาศ: มีระบบระบายอากาศที่ดีและลดสารพิษในอาคาร
มาตรฐานอาคารสีเขียวที่สำคัญ: ตัวช่วยยกระดับความเชื่อถือ
เพื่อให้การเป็น “อาคารสีเขียว” มีมาตรฐานที่ตรวจสอบได้ องค์กรระดับสากลจึงได้พัฒนาระบบการประเมินเพื่อรับรองมาตรฐานอาคาร (Certification) ที่ครอบคลุมมิติต่างๆ ดังนี้:
1. U.S. Green Building Council (USGBC) and LEED
LEED (Leadership in Energy and Environmental Design) เป็นมาตรฐานระดับสากลที่พัฒนาโดย U.S. Green Building Council (USGBC) ─ ใช้กันทั่วโลกทั้ง อาคารใหม่และอาคารที่ใช้อยู่แล้ว ประเมินด้าน การใช้พลังงาน, การจัดการน้ำ, วัสดุ,และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
แบ่งระดับการรับรอง: Certified → Silver → Gold → Platinum
เหมาะกับ: สำนักงาน, ห้างสรรพสินค้า, โรงแรม, อาคารสูง และโครงการใหญ่
เน้นการลดผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมโดยรวม
2. WELL Building Standard
เน้นเรื่อง สุขภาพและความเป็นอยู่ของผู้ใช้งานอาคาร มากกว่าแค่การประหยัดพลังงาน
ครอบคลุมปัจจัยต่าง ๆ เช่น คุณภาพอากาศ, น้ำ, แสง, ความสบาย, สุขภาพจิต และแสงธรรมชาติ
รับรองอาคารที่สนับสนุนรูปแบบการใช้ชีวิตที่ดีขึ้นของผู้อยู่อาศัย
เหมาะกับ: สำนักงาน, โรงแรม, โรงพยาบาล, สถานศึกษา
3. Fitwel
เกณฑ์จากสหรัฐฯ โดยเน้นการส่งเสริมสุขภาพและการเข้าถึงพื้นที่ส่วนกลาง เช่น การออกแบบให้เดินได้ง่าย มีพื้นที่สีเขียว ฯลฯ
มักใช้กับอาคารสำนักงานและพื้นที่ใช้งานทั่วไป
เหมาะกับ: อาคารเชิงพาณิชย์, สถานที่ทำงาน, อาคารสาธารณะ
4.Thai Green Building Institute and TREES
ระบบประเมินอาคารเขียวของประเทศไทย พัฒนาโดย Thai Green Building Institute เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศ กฎหมาย และบริบทการพัฒนาอาคารในไทยโดยเฉพาะ
มาตรฐานนี้ครอบคลุมการบริหารจัดการอาคาร การใช้พลังงานและน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ คุณภาพสิ่งแวดล้อมภายในอาคาร การเลือกใช้วัสดุ และนวัตกรรมด้านความยั่งยืน โดยมีระดับการรับรองตั้งแต่ Certified, Silver, Gold จนถึง Platinum
TREES จึงถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่สะท้อนมาตรฐานความยั่งยืนของอาคารในตลาดไทย และช่วยสนับสนุนเป้าหมาย ESG ในระดับองค์กรได้อย่างชัดเจน
5.EDGE
เป็นมาตรฐานอาคารเขียวที่พัฒนาโดย International Finance Corporation ซึ่งเป็นสมาชิกของกลุ่มธนาคารโลกจุดเด่นของ EDGE คือแนวทางที่เรียบง่ายและวัดผลได้ชัดเจน โดยกำหนดให้อาคารต้องลดการใช้พลังงาน น้ำ และพลังงานแฝงจากวัสดุก่อสร้างอย่างน้อย 20% เมื่อเทียบกับอาคารทั่วไปจึงจะได้รับการรับรอง นอกจากนี้ยังมีระดับ EDGE Advanced และ Zero Carbon สำหรับโครงการที่ตั้งเป้าหมายลดคาร์บอนสูงขึ้น EDGE จึงเหมาะกับโครงการที่ต้องการวางแผนความยั่งยืนตั้งแต่ขั้นออกแบบ และต้องการเครื่องมือที่เชื่อมโยงกับการรายงานผลด้าน ESG อย่างเป็นรูปธรรม
6.BREEAM
มาตรฐานเก่าแก่จากสหราชอาณาจักร ให้คะแนนด้าน พลังงาน, สุขภาพ, ขยะ, ระบบการจัดการ และนวัตกรรม
ใช้แพร่หลายโดยเฉพาะในยุโรป แต่ได้รับการยอมรับทั่วโลก
เหมาะกับ: โปรเจ็กต์ขนาดใหญ่และอาคารเพื่อการพาณิชย์หลายประเภท
การได้รับมาตรฐานเช่น LEED, WELL หรือ Fitwel ช่วยให้องค์กรหรืออาคาร:
- แสดงความรับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม
- ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน
- ตอบสนองหลักเกณฑ์ ESG ซึ่งนักลงทุนและผู้เช่าปัจจุบันให้ความสำคัญมากขึ้น ทุกวันนี้การมีใบรับรองเหล่านี้เป็นหนึ่งในตัวชี้วัด ESG ที่สำคัญ
อัปเดตตัวอย่างอาคารสีเขียว “ระดับโลก” ในเมืองไทย (2024-2026)
1.One Bangkok
Certification: LEED-ND Platinum & WELL Platinum
โครงการแรกในไทยที่ได้รับ Platinum ทั้งย่าน (Neighborhood Development) มีพื้นที่สีเขียวถึง 50 ไร่ และระบบจัดการน้ำอัจฉริยะ
2.Dusit Central Park
Certification: LEED Gold & WELL Platinum
มาพร้อม “Roof Park” ขนาด 7 ไร่ และการออกแบบเชิงป้องกันแผ่นดินไหวด้วยเสาเข็มลึก 80 เมตร ซึ่งลึกที่สุดในไทย
3.One City Centre (OCC)
Certification: Fitwel 2-Star (first in Thailand)
เน้นความสุขในการทำงานด้วย “Urban Stage” พื้นที่เปิดโล่งหน้าอาคารที่เชื่อมต่อคนเมืองเข้ากับพื้นที่สุขภาพ
การพัฒนาอาคารสีเขียวไม่เพียงช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างมูลค่าให้กับอสังหาริมทรัพย์ในยุคที่ ESG กลายเป็นมาตรฐานสำคัญของธุรกิจสากล ยิ่งได้รับการรับรองจากมาตรฐานระดับโลก ยิ่งส่งผลดีต่อภาพลักษณ์องค์กรและความคุ้มค่าของการลงทุนในระยะยาว
ขอบคุณข้อมูลจาก : U.S. Green Building Council (USGBC), kswood, Fitwel, BREEAM, TREES
FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาคารสีเขียวและมาตรฐานสากล
1.มาตรฐาน LEED กับ WELL ต่างกันอย่างไร? เลือกอันไหนดี?
หากจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจน:
- LEED: เน้นไปที่ “ตัวอาคาร” (Hard side) เช่น การประหยัดไฟ การใช้น้ำ และการลดมลพิษต่อโลก
- WELL: เน้นไปที่ “คนที่อยู่ในอาคาร” (Soft side) เช่น คุณภาพอากาศที่หายใจ แสงสว่างที่ถนอมสายตา และสุขภาพจิต
2.อาคารเก่าที่ไม่ใช่ตึกสร้างใหม่ สามารถขอมาตรฐานอาคารสีเขียวได้หรือไม่?
ทำได้ครับ มาตรฐานอย่าง LEED v4.1 O+M (Operations and Maintenance) ถูกออกแบบมาเพื่ออาคารที่เปิดใช้งานแล้ว โดยจะเน้นไปที่การปรับปรุงระบบบริหารจัดการขยะ การใช้พลังงาน และประสิทธิภาพการดำเนินงานให้ยั่งยืนขึ้นโดยไม่ต้องทุบตึกสร้างใหม่
3.ทำไมบริษัทที่เน้น ESG ถึงต้องเช่าออฟฟิศที่เป็นอาคารสีเขียว?
เพราะการเช่าอาคารสีเขียวช่วยให้บริษัทสามารถ รายงานผลการลดก๊าซเรือนกระจก (Scope 3) ได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังช่วยเรื่องภาพลักษณ์องค์กร (Employer Branding) ในการดึงดูดคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตในการทำงาน







