ธุรกิจโรงแรมเป็นหนึ่งในภาคส่วนสำคัญที่มีพลวัตสูง สะท้อนให้เห็นถึงภาวะเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของประเทศอย่างชัดเจน สำหรับปี 2568 ธุรกิจโรงแรมยังคงเต็มไปด้วยทั้งโอกาสใหม่ ๆ และความท้าทายที่ต้องเผชิญ การตัดสินใจลงทุนในธุรกิจนี้จึงจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลเชิงลึกและการวิเคราะห์ที่รอบด้าน ซึ่งการ ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ กับ ที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ ผู้เชี่ยวชาญ และการใช้บริการจาก บริษัทประเมิน เพื่อการ ประเมินราคาทรัพย์สิน อย่างละเอียดถี่ถ้วน จะเป็นกุญแจสำคัญในการนำพาธุรกิจสู่ความสำเร็จ บทความนี้จะเจาะลึกถึงแนวโน้มต่าง ๆ ที่ผู้ประกอบการและนักลงทุนควรทราบ
ภาพรวมตลาด 2568 โอกาสจากนักท่องเที่ยวและการฟื้นตัว
ปี 2568 คาดการณ์ว่าธุรกิจโรงแรมจะยังคงได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมายังประเทศไทย ในปี 2567 ที่ผ่านมา ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงถึง 35.55 ล้านคน ซึ่งเพิ่มขึ้น 26.3% จากปีก่อนหน้า เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าการท่องเที่ยวกลับมาคึกคักอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้อัตราการเข้าพักเฉลี่ยทั่วประเทศในปี 2567 อยู่ที่ 71.5% ซึ่งสูงกว่าช่วงก่อนการระบาดของโควิด-19 เสียอีก
นอกจากนี้ ตลาดคนไทยเที่ยวไทยยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญ โดยมีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยในปี 2567 สูงถึง 269.4 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 6.9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และสูงกว่าช่วงก่อนโควิด-19 ถึง 17.2% ไม่เพียงแต่ช่วยเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการ แต่ยังสร้างความหลากหลายให้กับฐานลูกค้าโรงแรมอีกด้วย โอกาสใหม่ ๆ ยังมาจากกลุ่มนักท่องเที่ยวเฉพาะทาง อาทิ กลุ่มเอเชียใต้ ยุโรปกลางและยุโรปตะวันออก รวมถึงกลุ่ม Digital Nomad ที่มองหาที่พักที่สามารถทำงานได้ในระยะยาว พร้อมกับสัมผัสประสบการณ์ท้องถิ่น ซึ่งล้วนเป็นช่องทางให้ธุรกิจโรงแรมสามารถสร้างสรรค์บริการและผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์เฉพาะกลุ่มได้มากขึ้น
ธุรกิจโรงแรม ที่เต็มไปด้วยความท้าทาย การแข่งขันสูง และความไม่แน่นอนของตลาดจีน
แม้จะมีสัญญาณบวก แต่ธุรกิจโรงแรมในปี 2568 ก็ยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญหลายประการ ประการแรกคือ การแข่งขันที่รุนแรงจากปัญหาอุปทานส่วนเกินที่มีอยู่เดิม โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวหลักอย่างภูเก็ตและกรุงเทพฯ ทำให้การปรับขึ้นราคาห้องพักทำได้ยากขึ้น
ประการที่สองคือแรงกดดันจากต้นทุนทางธุรกิจที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าแรง, ค่าสาธารณูปโภค เช่น ค่าไฟฟ้า, ค่าวัตถุดิบ รวมถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆ ผู้ประกอบการบางส่วนยังมีภาระค่าใช้จ่ายสำหรับการขยายการลงทุน ทั้งการปรับปรุงโรงแรมเดิมและการเปิดโรงแรมใหม่ ทั้งหมดนี้ล้วนเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการทำกำไรและสภาพคล่องของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะโรงแรมขนาดกลางและขนาดเล็ก
ประการสุดท้ายคือความไม่แน่นอนของตลาดนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งเคยเป็นตลาดหลักที่ใหญ่ที่สุดของไทย แม้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจีนจะเริ่มฟื้นตัว แต่ก็ยังไม่กลับไปอยู่ในระดับเดียวกับช่วงก่อนโควิด-19 โดยคิดเป็นสัดส่วนเพียง 60.4% ของจำนวนนักท่องเที่ยวในช่วงเวลานั้น สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากความกังวลด้านปัญหาความปลอดภัย และการแพร่กระจายข่าวลือด้านลบบนสื่อออนไลน์ ทำให้นักท่องเที่ยวชาวจีนเลือกที่จะเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางอื่นที่มองว่าปลอดภัยกว่า อาทิ ญี่ปุ่นและสิงคโปร์ ประกอบกับความเปราะบางของเศรษฐกิจจีนจากแรงกดดันของสงครามการค้า และนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศของรัฐบาลจีน ทำให้การฟื้นตัวของตลาดจีนเป็นไปอย่างช้า ๆ และคาดเดายาก

การลงทุนและการประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์โรงแรม
สำหรับผู้ที่สนใจลงทุนในธุรกิจโรงแรม หรือต้องการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ที่มีอยู่ การประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์ โรงแรมมีความซับซ้อนกว่าการประเมินอสังหาริมทรัพย์ทั่วไปอย่างมาก ปัจจัยสำคัญที่ใช้ในการประเมินคือ ศักยภาพในการสร้างรายได้และขนาดของธุรกิจ ข้อมูลจากปี 2566 ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างชัดเจนในด้านรายได้ระหว่างผู้ประกอบการโรงแรมขนาดใหญ่และขนาดเล็ก
ผู้ประกอบการโรงแรมขนาดใหญ่ มีการเติบโตของรายได้สูงถึง 62.8% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า (YoY) ขณะที่ผู้ประกอบการโรงแรมขนาดกลางเติบโต 67.7% YoY ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์จากการกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ในทางกลับกัน ผู้ประกอบการโรงแรมขนาดเล็กมีรายได้เติบโตเพียง 6.7% YoY เท่านั้น เนื่องจากกลุ่มลูกค้าหลักเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย และเผชิญการแข่งขันที่รุนแรง ความแตกต่างนี้สะท้อนให้เห็นว่า ขนาดของธุรกิจและประสิทธิภาพในการดำเนินงานส่งผลโดยตรงต่อศักยภาพในการทำกำไรและมูลค่าการลงทุนที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
การ ประเมินราคาทรัพย์สิน โรงแรมจึงต้องพิจารณาจากกระแสเงินสดในอนาคต, อัตราการเข้าพัก, ราคาห้องพักเฉลี่ย, และประสิทธิภาพในการบริหารจัดการต้นทุน นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงทำเลที่ตั้ง, แบรนด์ของโรงแรม, สภาพอาคาร, สิ่งอำนวยความสะดวก, และคู่แข่งในตลาด เพื่อให้ได้มูลค่าที่สะท้อนความเป็นจริงและเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจลงทุนมากที่สุด
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q1: หากต้องการลงทุนในธุรกิจโรงแรม ควรเริ่มต้น ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ เมื่อไหร่?
A1: ควรเริ่ม ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ ตั้งแต่ระยะแรกของการพิจารณาลงทุน เพื่อช่วยในการวิเคราะห์โอกาสตลาด, ศักยภาพของทำเล, ประเมินมูลค่าทรัพย์สินเบื้องต้น, วิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางธุรกิจ, และวางแผนการลงทุน รวมถึงแนะนำขั้นตอนและเอกสารที่จำเป็น
Q2: ที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ ช่วยวิเคราะห์โอกาสและความเสี่ยงที่ระบุในรายงานนี้ได้อย่างไร?
A2: ที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ สามารถใช้ข้อมูลแนวโน้มตลาด, ตัวเลขนักท่องเที่ยว, ต้นทุนการดำเนินงาน, และปัจจัยอื่น ๆ มาประกอบการวิเคราะห์ SWOT (จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส อุปสรรค) สำหรับโครงการโรงแรมของคุณโดยเฉพาะ พร้อมทั้งประเมินความอ่อนไหวของธุรกิจต่อการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยต่าง ๆ
Q3: ทำไมการจ้าง บริษัทประเมิน มาตรฐานจึงสำคัญก่อนการซื้อ-ขายโรงแรม?
A3: การจ้าง บริษัทประเมิน ที่มีมาตรฐานช่วยให้คุณได้รายงาน ประเมินราคาทรัพย์สิน ที่เป็นกลาง, แม่นยำ, และเป็นไปตามหลักวิชาการ รายงานนี้จะใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือในการเจรจาต่อรองราคา, การขอสินเชื่อจากธนาคาร, และการจัดทำเอกสารทางกฎหมาย ทำให้การซื้อ-ขายเป็นไปอย่างโปร่งใสและยุติธรรมสำหรับทั้งสองฝ่าย
สรุป
ทิศทางธุรกิจโรงแรมในปี 2568 แม้จะเต็มไปด้วยโอกาสจากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ ๆ แต่ก็มีความท้าทายจากการแข่งขันสูง ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และความไม่แน่นอนของตลาดบางส่วน การตัดสินใจลงทุนและบริหารจัดการธุรกิจโรงแรมในอนาคตจึงต้องอาศัยข้อมูลเชิงลึกและการวางแผนที่รอบคอบ การ ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ กับ ที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ ที่เชี่ยวชาญ และการใช้บริการจาก บริษัทประเมิน เพื่อการ ประเมินราคาทรัพย์สิน รวมถึงการ ประเมินเครื่องจักร และอุปกรณ์ต่าง ๆ อย่างมืออาชีพ จะช่วยให้ผู้ประกอบการและนักลงทุนสามารถ navigate ความซับซ้อนของตลาด และคว้าโอกาสความสำเร็จได้อย่างยั่งยืน
เจแปน แวลูเออร์ส (ไทยแลนด์) เราคือ ที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ ที่ผสมผสานความเชี่ยวชาญ นวัตกรรม และวิสัยทัศน์ที่ล้ำสมัย สนใจบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ ติดต่อเราได้ที่ japanvaluers.co.th



