บทความ

ที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์สำหรับ Developer

ทำไม Developer มือใหม่และมือเก๋า ถึงยังต้องใช้บริการ ที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ | Japan Valuers (Thailand)

มิถุนายน 18, 2569

การแข่งขันในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยุคปัจจุบันมีความรุนแรงและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ปัจจัยความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีที่ดินทำเลดีหรือมีทุนหนาเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความแม่นยำในการคาดการณ์พฤติกรรมผู้บริโภค การบริหารต้นทุน และการควบคุมความเสี่ยงทางการเงินที่รัดกุม หลายคนอาจคิดว่าผู้ที่จำเป็นต้องพึ่งพา ที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ มีเพียงแค่กลุ่มนักพัฒนาที่ดินมือใหม่ที่ยังขาดประสบการณ์เท่านั้น

ทว่าในความเป็นจริง แม้แต่ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับ “มือเก๋า” ที่คร่ำหวอดในวงการมานานหลายสิบปี ก็ยังคงเลือกใช้บริการจากบริษัทที่ปรึกษาที่เป็นกลางอย่างต่อเนื่อง บทความนี้จะพาทุกท่านไปเจาะลึกในหลากหลายหัวข้อที่เข้าใจง่าย ว่าทำไมผู้ประกอบการทั้งสองกลุ่มนี้ถึงยังคงต้องมีที่ปรึกษาคู่ใจเคียงข้างในทุกโครงการ

สิ่งที่ Developer มือใหม่ต้องเจอ: บทเรียนราคาแพงที่ป้องกันได้ด้วยมืออาชีพ

สำหรับนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มือใหม่ ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการก้าวข้าม “ความเสี่ยงที่มองไม่เห็น” มือใหม่หลายรายมักเริ่มต้นโครงการจากความรู้สึกหรือรสนิยมส่วนตัว เช่น เห็นว่าที่ดินแปลงนี้สวยงามจึงอยากสร้างคอนโดมิเนียม โดยไม่ได้ทำการสำรวจลึกถึงความต้องการที่แท้จริง (Real Demand) ของกลุ่มเป้าหมายในทำเลนั้น

การขาดข้อมูลเชิงลึกและการคำนวณทางการเงินที่หยาบเกินไป มักนำไปสู่ปัญหาการก่อสร้างบานปลาย สินค้าไม่ตอบโจทย์ตลาด จนเกิดปัญหายอดขายหยุดนิ่ง การดึง ที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ เข้ามาตั้งแต่วันแรกจะช่วยทำหน้าที่เป็นเข็มทิศ คอยวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของโครงการ (Feasibility Study) และช่วยให้คำแนะนำในการจัดสัดส่วนสินค้า (Product Mix) ที่มีโอกาสขายหมดได้เร็วที่สุด ป้องกันไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดที่ต้องแลกมาด้วยบทเรียนราคาแพง

เหตุผลที่ Developer มือเก๋ายังต้องใช้ที่ปรึกษา: การทลายกำแพงความคุ้นชิน

ในฝั่งของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รุ่นใหญ่ที่มีประสบการณ์สูง ประสบการณ์อันยาวนานบางครั้งอาจกลายเป็นดักแด้ทางความคิดที่เรียกว่า “ความคุ้นชินกับความสำเร็จในอดีต” (Confirmation Bias) ตลาดอสังหาริมทรัพย์ยุคใหม่มีความผันผวนสูงมาก พฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ รูปแบบการทำงาน และการใช้ชีวิตเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง สิ่งที่เคยขายดีเมื่อ 5 ปีที่แล้ว อาจใช้ไม่ได้ผลในปัจจุบัน

การเลือกใช้บริษัทที่ปรึกษาอิสระจะช่วยให้ Developer มือเก๋าได้รับ “มุมมองจากบุคคลที่สาม” (Third-party Opinion) ที่ปราศจากอคติ ที่ปรึกษาจะนำข้อมูลสถิติล่าสุด เทคโนโลยีการวิเคราะห์เชิงพื้นที่ และพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่มาเป็นตัวตั้ง ทำให้ผู้บริหารระดับสูงมองเห็นภาพรวมตลาดตามความเป็นจริง ไม่หลงทางไปกับตัวเลขความสำเร็จเดิมๆ และช่วยให้สามารถบุกเบิกโครงการรูปแบบใหม่ๆ เช่น โครงการมิกซ์ยูส (Mixed-Use) หรือเวลเนสเรสซิเดนซ์ (Wellness Residence) ได้อย่างมั่นใจ

Developer มือใหม่ใช้บริการที่ปรึกษาอสังหาฯ

การทำ Feasibility Study: วิทยาศาสตร์แห่งการคาดการณ์ที่ทุกฝั่งต้องการ

ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่หรือมือเก๋า หัวใจสำคัญของการเริ่มต้นโครงการคือการทำข้อเสนอโครงการและประมาณการทางการเงิน การคำนวณอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (IRR) และมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) จะต้องอ้างอิงอยู่บนระเบียบวิธีสากล

บริษัทที่ปรึกษาที่มีมาตรฐานจะใช้เครื่องมือวิเคราะห์ขั้นสูงในการสร้างแบบจำลองทางการเงินและการคิดลดกระแสเงินสด (Discounted Cash Flow: DCF) ข้อมูลเหล่านี้จะถูกกรองจนออกมาเป็นรายงานที่จับต้องได้ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งไม่ใช่แค่ต่อตัวผู้ประกอบการเอง แต่รวมถึงการนำไปใช้ชี้แจงต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้น คณะกรรมการบริษัท และพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ เพื่อให้ทุกคนมองเห็นทิศทางและเป้าหมายเดียวกัน

กุญแจสำคัญในการปลดล็อกวงเงินสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์

การพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์เกือบทั้งหมดจำเป็นต้องพึ่งพาสินเชื่อเพื่อการพัฒนาโครงการ (Project Financing) จากสถาบันการเงิน และธนาคารพาณิชย์ในปัจจุบันมีความเข้มงวดในการปล่อยกู้เป็นอย่างมาก

ฝ่ายพิจารณาสินเชื่อของธนาคารจะไม่ยอมรับแผนธุรกิจที่ผู้ประกอบการเขียนขึ้นมาเองโดยไม่มีแหล่งอ้างอิง แต่พวกเขาจะมองหารายงานการวิเคราะห์จาก ที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ ที่ได้รับการรับรองในระดับสากล เช่น มาตรฐาน RICS (Royal Institution of Chartered Surveyors) และหน่วยงานกำกับดูแลอย่างสำนักงาน ก.ล.ต. รายงานประเมินที่มีตรายางของสถาบันเหล่านี้เปรียบเสมือนการันตีความโปร่งใสและความเป็นไปได้ในการสร้างรายได้เพื่อชำระหนี้ ช่วยให้ธนาคารปล่อยกู้ได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น

การสกรีนความเสี่ยงด้านกฎหมาย ข้อจำกัดผังเมือง และเกณฑ์ ESG

กฎหมายควบคุมอาคารและกฎหมายผังเมืองในประเทศไทยมีความละเอียดและเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้ง นอกจากนี้ ในปัจจุบันยังมีเรื่องของเกณฑ์ ESG (Environmental, Social, and Governance) และข้อกำหนดด้านการทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เข้ามาเกี่ยวข้อง

ที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญจะทำการตรวจสอบข้อกำหนดเหล่านี้อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ระยะถอยร่น อัตราส่วนพื้นที่อาคารรวมต่อพื้นที่ดิน (FAR) ไปจนถึงความเสี่ยงด้านภัยธรรมชาติ เช่น พื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก การสแกนความเสี่ยงเหล่านี้ตั้งแต่ขั้นตอนศึกษาก่อนซื้อที่ดิน จะช่วยให้ Developer ไม่ต้องเผชิญกับภาวะ “ซื้อที่ดินมาแล้วแต่สร้างตึกตามที่ตั้งใจไม่ได้” ซึ่งเป็นฝันร้ายที่สุดของนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์

Japan Valuers คู่คิดพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์

ประโยชน์หลักที่ได้รับจากการใช้บริการที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์

  • การศึกษาความเป็นไปได้ที่ครอบคลุม ช่วยให้เห็นภาพรวมของโครงการก่อนลงทุนจริง
  • การประเมินราคาและการเงินที่แม่นยำ ช่วยวางแผนงบประมาณและขอสินเชื่อจากธนาคารได้ดีขึ้น
  • การลดความเสี่ยง ผ่านการวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงทั้งภายในและภายนอกโครงการ
  • การเพิ่มมูลค่าโครงการ ด้วยคำแนะนำเรื่อง Highest and Best Use และกลยุทธ์การตลาด
  • การประหยัดเวลาและต้นทุน เพราะมีผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำที่ถูกต้องตั้งแต่ต้น

Japan Valuers เป็นที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ที่ Developer วางใจ

Japan Valuers (Thailand) Co., Ltd. รวมจุดแข็งที่ Developer ทั้งมือใหม่และมือเก๋าต้องการไว้ในที่เดียว:

  • ได้รับการรับรองมาตรฐาน RICS ระดับสากลตั้งแต่ปี 2554
  • ทีมงานที่มีทั้งความเชี่ยวชาญด้านการประเมินราคาและที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์
  • ประสบการณ์จริงกับโครงการหลากหลายประเภท ทั้งในกรุงเทพฯ ภูเก็ต พัทยา และพื้นที่อีอีซี
  • รายงานและคำแนะนำที่ชัดเจน เป็นกลาง และเข้าใจง่าย
  • เน้นการทำงานแบบคู่คิดระยะยาว ไม่ใช่แค่บริการครั้งเดียว

เราช่วย Developer วิเคราะห์โอกาส ลดความเสี่ยง และเพิ่มโอกาสสร้างผลกำไรให้สูงสุด

Japan Valuers (Thailand) เพื่อนคู่คิดที่ตอบโจทย์ Developer ทุกระดับ

ไม่ว่าคุณจะเป็น Developer มือใหม่ที่ต้องการก้าวเดินอย่างมั่นคง หรือ Developer มือเก๋าที่ต้องการขยายพอร์ตโฟลิโอสู่โครงการที่ซับซ้อน บริษัท เจแปน แวลูเออร์ (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาอิสระที่อยู่เคียงข้างคุณ

เราเป็นบริษัทที่ได้รับการควบคุมและรับรองภายใต้มาตรฐานระดับโลก RICS Regulated Firm มาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 2011 และได้รับความเห็นชอบจากสำนักงาน ก.ล.ต. ของไทย ทีมงานของเราผสานเอาจิตวิญญาณ “ความละเอียดรอบคอบ ค้นหาความจริงเชิงลึกตามแนวทางญี่ปุ่น (Kaizen)” เข้ากับความเข้าใจในบริบทของตลาดไทยและกฎหมายท้องถิ่นอย่างแตกฉาน เราพร้อมส่งมอบรายงานการศึกษาความเหมาะสมและงานประเมินมูลค่าทรัพย์สินที่โปร่งใส เที่ยงตรง และผ่านการพิสูจน์สมมุติฐานอย่างรัดกุม เพื่อสนับสนุนให้ทุกการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ของคุณขับเคลื่อนไปด้วยความปลอดภัยและประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน

อ่านเพิ่มเติม
ที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์สำหรับโครงการมิกซ์ยูส

ที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์: เพื่อนคู่คิดในการพัฒนาโครงการมิกซ์ยูส (Mixed-Use) ยุคใหม่ | Japan Valuers (Thailand)

มิถุนายน 17, 2569

การพัฒนาโครงการมิกซ์ยูส (Mixed-Use Development) หรืออสังหาริมทรัพย์แบบผสมผสาน กลายเป็นโมเดลธุรกิจที่ทรงอิทธิพลที่สุดในอุตสาหกรรมยุคใหม่ การรวมเอาพื้นที่ค้าปลีก อาคารสำนักงาน โรงแรม และที่อยู่อาศัยมาไว้ในโครงการเดียวกัน ไม่เพียงแต่ช่วยบริหารจัดการพื้นที่ดินที่มีราคาสูงให้เกิดประโยชน์สูงสุด แต่ยังสร้างระบบนิเวศที่เกื้อหนุนรายได้ซึ่งกันและกันได้อย่างยั่งยืน ทว่า ยิ่งโครงการมีความหลากหลาย ความซับซ้อนในการวางแผนและการบริหารความเสี่ยงทางการเงินก็ยิ่งทวีคูณ

การเริ่มต้นโครงการขนาดใหญ่ที่มีมูลค่านับพันล้านบาทโดยขาดการวิเคราะห์ที่แม่นยำ อาจนำไปสู่ความล้มเหลวครั้งใหญ่ ด้วยเหตุนี้ การมี ที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ มืออาชีพเข้ามาเป็นเพื่อนคู่คิดตั้งแต่การก้าวเดินก้าวแรก จึงเป็นปัจจัยชี้ขาดที่จะเปลี่ยนที่ดินเปล่าให้กลายเป็นแลนด์มาร์กที่ทำกำไรได้อย่างยั่งยืน

ความท้าทายในการทำโครงการมิกซ์ยูสที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญ

โครงการมิกซ์ยูสไม่ใช่แค่การนำตึกหลายๆ ประเภทมาสร้างไว้ใกล้กัน แต่คือการผสมผสานไลฟ์สไตล์และพฤติกรรมมนุษย์ให้อยู่ร่วมกันได้อย่างลงตัว ปัญหาที่ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์มักพบเจอคือ ความยากในการจัดสัดส่วนพื้นที่ (Product Mix) เช่น ควรมีพื้นที่ค้าปลีกกี่เปอร์เซ็นต์ และควรสร้างคอนโดมิเนียมจำนวนเท่าใดเพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดในทำเลนั้นอย่างแท้จริง

หากวางแผนสัดส่วนผิดพลาด อาจทำให้บางส่วนของโครงการกลายเป็นพื้นที่ร้างที่ไม่มีการเช่า ส่งผลกระทบต่อกระแสเงินสดรวมของทั้งโครงการ ยิ่งไปกว่านั้น การคำนวณต้นทุนการก่อสร้างและการคาดการณ์ระยะเวลาคืนทุนของสินทรัพย์แต่ละประเภทมีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ทำให้การวางแผนทางการเงินมีความเปราะบางเป็นพิเศษ

บทบาทของที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ในการศึกษาความเหมาะสมของโครงการ

ก่อนที่จะมีการลงเสาเข็มหรือออกแบบสถาปัตยกรรม ที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ จะทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบความสมเหตุสมผลผ่านการทำรายงานการศึกษาความเหมาะสมของโครงการ (Feasibility Study)

กระบวนการนี้ครอบคลุมตั้งแต่การวิเคราะห์ทำเลที่ตั้ง การสืบค้นพฤติกรรมเชิงลึกของกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ และการตรวจสอบซัพพลายและดีมานด์ของคู่แข่ง ทั้งในปัจจุบันและแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ข้อมูลเชิงสถิติเหล่านี้จะถูกนำมาสกัดเป็นบทวิเคราะห์เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการตัดสินใจได้อย่างถูกต้องว่า โครงการที่จะสร้างขึ้นมานั้นมีความเป็นไปได้จริงในเชิงพาณิชย์หรือไม่

การพัฒนาโครงการ Mixed-Use ด้วยที่ปรึกษาเชี่ยวชาญ

การวางโครงสร้างโมเดลทางการเงินขั้นสูงและการคิดลดกระแสเงินสด

สินทรัพย์ภายในโครงการมิกซ์ยูสมักสร้างรายได้ในรูปแบบที่แตกต่างกัน เช่น คอนโดมิเนียมสร้างรายได้จากการขายขาด (Freehold) ในขณะที่อาคารสำนักงานและพื้นที่เช่าสร้างรายได้ระยะยาวในรูปแบบค่าเช่ารายเดือน ส่วนโรงแรมสร้างรายได้จากค่าห้องพักรายวัน

ที่ปรึกษาที่เป็นมืออาชีพจะใช้ระบบระเบียบวิธีคิดขั้นสูง เช่น การทำประมาณการกระแสเงินสดคิดลด (Discounted Cash Flow: DCF) เพื่อคำนวณหาอัตราผลตอบแทนภายในจากการลงทุน (IRR) และมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) ของโครงการทั้งหมด การคำนวณอย่างรอบคอบนี้ช่วยให้ผู้ประกอบการมองเห็นจุดคุ้มทุนที่แท้จริง และสามารถปรับเปลี่ยนแผนการลงทุนได้อย่างยืดหยุ่น

ตัวช่วยสำคัญในการปลดล็อกสินเชื่อโครงการจากสถาบันการเงิน

การขอสินเชื่อเพื่อพัฒนาโครงการ (Project Financing) สำหรับโครงการมิกซ์ยูสจากธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ จำเป็นต้องมีเอกสารอ้างอิงที่มีความน่าเชื่อถือในระดับสูงสุด คณะกรรมการพิจารณาสินเชื่อของธนาคารจะไม่ยอมรับสมมุติฐานลอยๆ ที่ผู้พัฒนาโครงการคาดเดาขึ้นมาเอง

รายงานวิเคราะห์และการประเมินมูลค่าจากบริษัทที่ปรึกษาที่ได้รับมาตรฐานสากล เช่น มาตรฐาน RICS (Royal Institution of Chartered Surveyors) จะช่วยสร้างความรับผิดชอบและความโปร่งใสในสายตาของสถาบันการเงิน ทำให้ธนาคารมีความมั่นใจในการปล่อยวงเงินกู้มูลค่าสูง และช่วยให้กระบวนการอนุมัติสินเชื่อเป็นไปอย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

การตรวจสอบข้อจำกัดทางกฎหมายและผังเมืองอย่างแม่นยำ

กฎหมายอสังหาริมทรัพย์และผังเมืองในประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงและมีข้อจำกัดที่ซับซ้อน โดยเฉพาะเรื่องแนวร่นอาคาร อัตราส่วนพื้นที่อาคารรวมต่อพื้นที่ดิน (FAR) และอัตราส่วนของพื้นที่ว่างต่อพื้นที่อาคารรวม (OSR)

ที่ปรึกษาจะทำการตรวจสอบข้อกำหนดเหล่านี้ร่วมกับหน่วยงานราชการอย่างละเอียด เพื่อป้องกันไม่ให้สถาปนิกออกแบบอาคารที่ขัดต่อข้อกฎหมาย ซึ่งอาจส่งผลให้ไม่สามารถขอใบอนุญาตก่อสร้างได้ในภายหลัง การสกรีนความเสี่ยงด้านกฎหมายตั้งแต่เนิ่นๆ ช่วยปกป้องผู้ประกอบการจากการสูญเสียเงินค่าออกแบบและค่าเสียโอกาสทางธุรกิจ

การเตรียมความพร้อมสู่เกณฑ์ความยั่งยืน ESG และสินเชื่อสีเขียว

ในยุคปัจจุบัน โครงการมิกซ์ยูสยุคใหม่มักถูกขับเคลื่อนด้วยเกณฑ์ ESG (Environmental, Social, and Governance) เนื่องจากนักลงทุนสถาบันและกองทุนขนาดใหญ่ทั่วโลกต่างมองหาอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ที่ปรึกษาที่มีวิสัยทัศน์จะช่วยให้คำแนะนำในการพัฒนาโครงการให้สอดคล้องกับมาตรฐานอาคารเขียวสากล เช่น LEED หรือ TREES ซึ่งการผ่านเกณฑ์เหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุนค่าพลังงานในการบริหารอาคารในระยะยาว แต่ยังช่วยให้โครงการสามารถเข้าถึง “สินเชื่อสีเขียว” (Green Loan) จากธนาคาร ซึ่งมักจะให้เงื่อนไขอัตราดอกเบี้ยที่พิเศษกว่าสินเชื่อทั่วไป

Japan Valuers คู่คิดพัฒนาโครงการมิกซ์ยูส

ประโยชน์ที่ได้รับจากการมีที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์

  • ลดความเสี่ยงจากการลงทุนผิดพลาด
  • เพิ่มประสิทธิภาพและมูลค่าของโครงการ
  • เร่งกระบวนการขอสินเชื่อและการอนุมัติจากหน่วยงาน
  • ช่วยเจรจากับพันธมิตรและนักลงทุนได้อย่างมีข้อมูล
  • สร้างความมั่นใจให้กับผู้บริหารและผู้ถือหุ้น

Japan Valuers เป็นคู่คิดที่เหมาะสมสำหรับโครงการมิกซ์ยูส

Japan Valuers (Thailand) Co., Ltd. มีจุดเด่นที่ตอบโจทย์การพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสได้เป็นอย่างดี:

  • ได้รับการรับรองมาตรฐาน RICS ตั้งแต่ปี 2554
  • ทีมงานที่มีทั้งความเชี่ยวชาญด้านการประเมินราคาและที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์
  • ประสบการณ์กับโครงการมิกซ์ยูสขนาดกลางถึงขนาดใหญ่
  • รายงานและคำแนะนำที่ชัดเจน ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
  • การวิเคราะห์ที่ครอบคลุมทั้งด้านการตลาด การเงิน และความเสี่ยง

เราไม่เพียงประเมินราคา แต่ยังให้คำแนะนำเชิงกลยุทธ์เพื่อให้โครงการประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน

คำแนะนำสำหรับผู้พัฒนาโครงการมิกซ์ยูส

  • ควรเลือกที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ตั้งแต่ระยะก่อนซื้อที่ดิน
  • เลือกบริษัทที่มีมาตรฐานสากลและประสบการณ์จริง
  • เปิดใจรับฟังคำแนะนำและข้อมูลเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญ
  • มองที่ปรึกษาเป็นคู่คิดระยะยาว ไม่ใช่แค่ผู้ให้บริการชั่วคราว

Japan Valuers (Thailand) ที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ที่คุณมั่นใจได้

การพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสให้ประสบความสำเร็จและเติบโตอย่างมั่นคง ต้องการพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญระดับโลกและเข้าใจบริบทของตลาดไทยอย่างแท้จริง บริษัท เจแปน แวลูเออร์ (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมทำหน้าที่เป็นเพื่อนคู่คิดและที่ปรึกษาอิสระให้แก่ธุรกิจของคุณ

เราเป็นองค์กรที่ได้รับการควบคุมตามมาตรฐานสากล RICS Regulated Firm มาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 2011 และได้รับการขึ้นทะเบียนในความเห็นชอบของสำนักงาน ก.ล.ต. ของไทย เรานำเอาจิตวิญญาณ “ความละเอียดรอบคอบ ไร้ข้อผิดพลาดตามแบบแผนญี่ปุ่น (Kaizen)” มาใช้ในทุกกระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลและจัดทำแบบจำลองทางการเงิน รายงานของเรามีความเป็นกลาง โปร่งใส ตรวจสอบได้ และได้รับการยอมรับจากเครดิตสถาบันการเงินและผู้ร่วมทุนข้ามชาติ ยืนยันพร้อมสนับสนุนให้โครงการมิกซ์ยูสยุคใหม่ของคุณก้าวสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน

อ่านเพิ่มเติม
เพิ่มความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติด้วยรายงาน RICS

เพิ่มความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติ ด้วยรายงานประเมินทรัพย์สินจาก บริษัทประเมิน มาตรฐาน RICS | Japan Valuers (Thailand)

มิถุนายน 15, 2569

ประเทศไทยยังคงเป็นหมุดหมายสำคัญของเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการเข้ามาขยายฐานการผลิตในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ของกลุ่มทุนอุตสาหกรรม หรือการเข้าซื้อกิจการอสังหาริมทรัพย์ประเภทโรงแรมและคอนโดมิเนียมหรูในกรุงเทพฯ และภูเก็ต ทว่า สิ่งที่เป็นความท้าทายสูงสุดของนักลงทุนข้ามชาติคือ “ความเสี่ยงในการคำนวณมูลค่าสินทรัพย์” เนื่องจากโครงสร้างราคา ข้อกฎหมาย และพฤติกรรมตลาดในไทยมีความแตกต่างจากประเทศบ้านเกิดของพวกเขา

เพื่อทลายกำแพงความเสี่ยงและสร้างความโปร่งใสในทุกข้อตกลง การเลือกใช้บริการจาก บริษัทประเมิน มาตรฐาน RICS (Royal Institution of Chartered Surveyors) จึงเป็นกุญแจดอกสำคัญที่ช่วยเปลี่ยนความกังวลให้เป็นความมั่นใจ บทความนี้จะพาทุกท่านไปเจาะลึกในหลากหลายหัวข้อที่เข้าใจง่าย ว่าเพราะเหตุใดรายงานมาตรฐานโลกฉบับนี้จึงสามารถครองใจนักลงทุนต่างชาติได้อย่างเบ็ดเสร็จ

ความท้าทายของนักลงทุนต่างชาติเมื่อต้องเผชิญกับราคาอสังหาริมทรัพย์ไทย

เมื่อนักลงทุนจากต่างประเทศต้องการเข้ามาลงทุนในไทย สิ่งที่ต้องเผชิญคือข้อมูลราคาอสังหาริมทรัพย์ที่มีความผันผวนสูง ราคาที่ประกาศขายตามสื่อออนไลน์มักเป็นราคาตั้งขาย (Asking Price) ที่ผ่านการบวกกำไรส่วนต่างไว้ล่วงหน้า ซึ่งไม่ใช่ราคาซื้อขายจริงในตลาด

หากนักลงทุนใช้ข้อมูลที่ไม่ผ่านการกรองทางวิชาการ ย่อมมีความเสี่ยงที่จะซื้อสินทรัพย์ในราคาที่แพงเกินจริง การมีผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยทำการสำรวจและสอบทาน จะช่วยคัดกรองข้อมูลดิบเหล่านั้นให้เหลือเพียงมูลค่าตลาดที่แท้จริง ซึ่งอ้างอิงจากหลักฐานทางสถิติและประวัติการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์จริงที่กรมที่ดินเท่านั้น

มาตรฐาน RICS ภาษาสากลทางการเงินที่ทั่วโลกอ่านเข้าใจตรงกัน

RICS คือองค์กรวิชาชีพชั้นนำระดับโลกด้านอสังหาริมทรัพย์จากประเทศอังกฤษ โดยมีคู่มือการทำงานที่เป็นมาตรฐานสูงสุดเรียกว่า “Red Book” ซึ่งเนื้อหาได้รับการรับรองให้สอดคล้องกับมาตรฐานการประเมินมูลค่าทรัพย์สินสากล (International Valuation Standards: IVS)

ความพิเศษของมาตรฐานนี้คือ รายงานประเมินราคาที่จัดทำขึ้นภายใต้หลักการของ RICS จะมีโครงสร้าง รูปแบบ และระเบียบวิธีวิเคราะห์ที่เป็นระบบสากล ไม่ว่าจะนำรายงานฉบับนี้ไปกางในห้องประชุมที่โตเกียว ลอนดอน หรือนิวยอร์ก บอร์ดบริหารและที่ปรึกษาทางการเงินของนักลงทุนต่างชาติจะสามารถทำความเข้าใจสมมุติฐานต่างๆ ได้ทันทีโดยไม่มีข้อเคลือบแคลง

บริษัทประเมินมาตรฐาน RICS สำหรับนักลงทุนต่างชาติ

กฎจรรยาบรรณเหล็กที่การันตีความเป็นกลาง 100%

สิ่งที่นักลงทุนต่างชาติหวาดกลัวที่สุดในการลงทุนข้ามแดนคือ “ข้อมูลที่เข้าข้างฝั่งผู้ขาย” มาตรฐาน RICS จึงมีกฎระเบียบที่เข้มงวดที่สุดในโลกเพื่อควบคุมความซื่อสัตย์ของนักวิชาชีพ

  • ความเป็นอิสระอย่างแท้จริง: สมาชิกและบริษัทที่ได้รับการรับรองจาก RICS จะต้องไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับทรัพย์สินหรือดีลธุรกิจนั้นๆ

  • โครงสร้างค่าธรรมเนียมที่เป็นธรรม: ค่าบริการของบริษัทประเมินราคา RICS จะต้องคิดเป็นอัตราคงที่ตามขอบเขตความยากง่ายของงานเท่านั้น ไม่สามารถคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ตามมูลค่าที่ประเมินได้ เพื่อป้องกันไม่ให้นักประเมินจงใจปั่นราคาให้สูงขึ้นเพื่อเรียกรับค่าจ้างที่มากขึ้น ความโปร่งใสนี้เองที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติกล้าลงนามในสัญญา

การใช้ระเบียบวิธีวิเคราะห์ที่ตรงตามประเภทสินทรัพย์

นักลงทุนสถาบันต่างชาติไม่ได้มองอสังหาริมทรัพย์เป็นเพียงแค่สิ่งปลูกสร้าง แต่มองเป็นสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทน บริษัทประเมิน มาตรฐาน RICS จึงเลือกใช้ระเบียบวิธีคำนวณขั้นสูงที่สอดรับกับมุมมองทางธุรกิจ

  • วิธีคิดจากรายได้ (Income Approach): สำหรับโครงการโรงแรมหรืออาคารสำนักงาน นักประเมินจะสร้างแบบจำลองกระแสเงินสดคิดลด (Discounted Cash Flow: DCF) เพื่อแสดงมูลค่าปัจจุบันของรายได้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างแม่นยำ

  • วิธีคิดจากต้นทุน (Cost Approach): สำหรับโรงงานหรือคลังสินค้าในเขต EEC นักประเมินจะแยกคำนวณราคาที่ดินตามกลไกตลาด และคำนวณค่าก่อสร้างอาคารใหม่หักลบด้วยค่าเสื่อมราคาทุกประเภท เช่น ค่าเสื่อมทางกายภาพ และค่าเสื่อมทางหน้าที่

ตอบโจทย์ความเชื่อมั่นระดับสากลด้วยการตรวจสอบเกณฑ์ ESG

ในโครงสร้างการลงทุนระดับโลกปัจจุบัน ปัจจัยด้าน ESG (Environmental, Social, and Governance) หรือความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม ได้กลายเป็นเกณฑ์บังคับในการจัดสรรเงินทุน มาตรฐาน RICS เป็นผู้นำในการบรรจุข้อกำหนดนี้ลงในรายงานประเมินราคา

นักประเมินของ RICS จะทำการวิเคราะห์ว่าสินทรัพย์นั้นๆ มีความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติหรือน้ำท่วมในอนาคตมากน้อยเพียงใด ตัวอาคารมีระบบประหยัดพลังงานที่ช่วยลดต้นทุนในระยะยาวหรือไม่ ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้นักลงทุนต่างชาติสามารถประเมินความคุ้มค่าและความเสี่ยงของโครงการได้อย่างรอบด้าน 360 องศา

Japan Valuers ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นในการลงทุนไทย

สะดวกต่อการทำงานร่วมกับผู้ตรวจสอบบัญชีระดับโลก Big 4

เมื่อนักลงทุนต่างชาติเข้ามาจัดตั้งบริษัทหรือควบรวมกิจการ (M&A) ในประเทศไทย ต้องถูกตรวจสอบบัญชีโดยบริษัทระดับโลกกลุ่ม Big 4 (เช่น PwC, Deloitte, EY, KPMG) เพื่อนำงบการเงินไปรายงานต่อสำนักงานใหญ่ในต่างประเทศ

หากรายงานประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์จัดทำขึ้นโดยบริษัทประเมินที่เป็น RICS Regulated Firm ผู้ตรวจสอบบัญชีเหล่านี้จะยอมรับตัวเลขมูลค่ายุติธรรม (Fair Value) ในรายงานได้ในทันที เนื่องจากระเบียบวิธีคำนวณของ RICS เชื่อมโยงกับมาตรฐานการรายงานทางการเงินระหว่างประเทศ (IFRS) อยู่แล้ว ช่วยตัดความซับซ้อนและลดค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อนได้อย่างมหาศาล

บทบาทการสนับสนุนการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินข้ามชาติ

บ่อยครั้งที่นักลงทุนต่างชาติใช้การระดมทุนในลักษณะสินเชื่อร่วม (Syndicated Loan) จากทั้งธนาคารไทยและธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ รายงานประเมินราคาที่เป็นสากลจึงเป็นสิ่งจำเป็น

ฝ่ายพิจารณาสินเชื่อของธนาคารชั้นนำ รวมถึงธนาคารต่างชาติ ต่างให้การยอมรับรายงานของ RICS เพราะช่วยลดภาระในการสอบทานความเสี่ยงภายในองค์กร และช่วยให้การคำนวณสัดส่วนสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (LTV Ratio) เป็นไปอย่างถูกต้องและปลอดภัย

Japan Valuers (Thailand) พันธมิตรที่นักลงทุนข้ามชาติไว้วางใจ

สำหรับนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการปักหมุดลงทุนในประเทศไทยอย่างปลอดภัย บริษัท เจแปน แวลูเออร์ (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและผู้ประเมินราคาอิสระเคียงข้างคุณ

เราเป็นบริษัทประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับสถานะ RICS Regulated Firm มาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 2011 และได้รับการขึ้นทะเบียนในความเห็นชอบของสำนักงาน ก.ล.ต. ของไทย เราเชี่ยวชาญในการผสาน “ความละเอียดรอบคอบ ไร้ข้อผิดพลาดตามแบบแผนญี่ปุ่น (Kaizen)” เข้ากับมาตรฐานสากลของ RICS และความเข้าใจในกฎหมายผังเมืองและข้อกำหนดท้องถิ่นของไทยอย่างลึกซึ้ง เราพร้อมส่งมอบรายงานประเมินราคารูปแบบทวิภาษา (Bilingual) และภาษาญี่ปุ่นที่สมบูรณ์แบบ เพื่อช่วยให้ทุกการเจรจาธุรกิจและการลงทุนข้ามพรมแดนขับเคลื่อนไปด้วยความเชื่อมั่นและประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน

อ่านเพิ่มเติม
กองทุน REITs เลือกบริษัทประเมิน RICS

ทำไมกองทุน REITs ในไทยและญี่ปุ่น ถึงมอบความไว้วางใจให้ บริษัทประเมิน มาตรฐาน RICS | Japan Valuers (Thailand)

มิถุนายน 14, 2569

ตลาดทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หรือกองทุน REITs (Real Estate Investment Trusts) ทั้งในประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น ถือเป็นเครื่องมือทางการเงินที่มีการเติบโตอย่างมั่นคงและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากทั่วโลกได้อย่างมหาศาล เนื่องจากกองทุน REITs ต้องระดมทุนจากประชาชนและนักลงทุนสถาบันเพื่อไปซื้อสินทรัพย์ขนาดใหญ่ เช่น อาคารสำนักงาน โรงแรม คลังสินค้า หรือนิคมอุตสาหกรรม สิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะเป็นตัวกำหนดความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของกองทุนคือ “มูลค่าของสินทรัพย์”

ด้วยเหตุนี้ ผู้จัดการกองทุน REITs ชั้นนำในไทยและญี่ปุ่นจึงมีความเข้มงวดอย่างยิ่งในการคัดเลือกผู้เชี่ยวชาญ และเจาะจงเลือกใช้ บริษัทประเมิน มาตรฐาน RICS (Royal Institution of Chartered Surveyors) เท่านั้นในการสอบทานราคา บทความนี้จะพาทุกท่านไปเจาะลึกในหลากหลายหัวข้อว่า เหตุใดมาตรฐานสากลนี้จึงเป็นกุญแจสำคัญที่เชื่อมโยงความเชื่อมั่นระหว่างสองประเทศ

บริบทของกองทุน REITs ในไทยและญี่ปุ่น: ความเหมือนบนความต่าง

กองทุน J-REIT ของประเทศญี่ปุ่นถือเป็นตลาดระดับแนวหน้าของเอเชียที่มีความสลับซับซ้อนและมีมูลค่าตลาดสูงมาก ขณะที่กองทุน REIT ในประเทศไทยก็กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วและเปิดรับสินทรัพย์ประเภทใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง

แม้จะอยู่คนละประเทศ แต่สิ่งที่ผู้กำกับดูแลตลาดทุนของทั้งไทยและญี่ปุ่นต้องการเหมือนกัน 100% คือ รายงานประเมินราคาหลักทรัพย์ที่มี “ความเป็นสากล” เพื่อให้นักลงทุนต่างชาติสามารถอ่านงบการเงินและเปรียบเทียบผลตอบแทน (Yield) ได้บนบรรทัดฐานเดียวกัน

รู้จัก มาตรฐาน RICS: บรรทัดฐานระดับโลกที่ไร้พรมแดน

มาตรฐาน RICS คือกรอบการทำงานด้านอสังหาริมทรัพย์ที่มีต้นกำเนิดจากประเทศอังกฤษ โดยมีคู่มือ “Red Book” เป็นกฎเหล็กในการทำงาน ซึ่งเนื้อหาได้รับการรับรองให้สอดคล้องกับมาตรฐานการประเมินมูลค่าทรัพย์สินสากล (International Valuation Standards: IVS)

เมื่อกองทุน REITs เลือกใช้ บริษัทประเมิน มาตรฐาน RICS รายงานที่ได้จึงเปรียบเสมือนพาสปอร์ตสากล ที่ผู้จัดการกองทุนในโตเกียวและกรุงเทพฯ สามารถใช้สื่อสารกับนักลงทุนทั่วโลกได้อย่างเป็นระบบ ทลายกำแพงเรื่องความแตกต่างทางภาษาและเกณฑ์ท้องถิ่นลงได้อย่างสิ้นเชิง

มาตรฐาน RICS สำหรับการประเมิน REITs ไทยและญี่ปุ่น

จรรยาบรรณที่เข้มงวด: ป้องกันการปั่นราคาเพื่อรักษาผลประโยชน์นักลงทุน

กองทุน REITs มีหน้าที่ต้องรักษาผลประโยชน์ของสิทธิผู้ถือหน่วยลงทุน การประเมินราคาสินทรัพย์ที่สูงเกินจริง (Overvaluation) เพื่อให้กองทุนเข้าซื้อทรัพย์สินในราคาแพง จะส่งผลกระทบให้เงินปันผลของนักลงทุนลดลง

RICS มีบทลงโทษและเกณฑ์การควบคุมที่เด็ดขาดในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน นักประเมินของ RICS จะต้องเป็นอิสระอย่างแท้จริง ไม่ทำหน้าที่เป็นนายหน้าในดีลนั้นๆ และการคิดค่าวิชาชีพจะต้องเป็นอัตราคงที่ตามความยากง่ายของงาน ไม่ผูกติดกับมูลค่าทรัพย์สิน ธนาคารและนักลงทุนจึงมั่นใจได้ว่าราคาที่ปรากฏในรายงานคือราคาตลาดที่ยุติธรรม

ความเชี่ยวชาญในวิธีคำนวณขั้นสูง (Income Approach & DCF)

สินทรัพย์ที่กองทุน REITs เข้าไปลงทุนล้วนเป็นสินทรัพย์ที่มุ่งเน้นการสร้างรายได้ในระยะยาว บริษัทประเมินราคาจึงต้องมีความเชี่ยวชาญในวิธีกระแสเงินสดคิดลด หรือ Discounted Cash Flow (DCF)

นักประเมินมาตรฐาน RICS จะได้รับการฝึกฝนให้วิเคราะห์ลึกไปถึงอัตราการเช่าพื้นที่ (Occupancy Rate) แนวโน้มการปรับขึ้นค่าเช่าในอนาคต พฤติกรรมผู้บริโภค รวมถึงการคาดการณ์ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาอาคาร (CAPEX) อย่างสมเหตุสมผล ทำให้แบบจำลองทางการเงินของกองทุน REITs มีความแม่นยำสูง

การยอมรับจากผู้สอบบัญชีระดับโลกกลุ่ม Big 4

ในแต่ละปี กองทุน REITs จะต้องถูกตรวจสอบงบการเงินและมูลค่าสินทรัพย์โดยบริษัทผู้ตรวจสอบบัญชีชั้นนำระดับโลก (เช่น PwC, Deloitte, EY, KPMG)

หากรายงานประเมินราคาจัดทำขึ้นโดย บริษัทประเมิน มาตรฐาน RICS ผู้สอบบัญชีเหล่านี้จะสามารถสอบทานและยอมรับตัวเลขมูลค่ายุติธรรม (Fair Value) ได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากระเบียบวิธีของ RICS ถูกออกแบบมาให้สอดคล้องกับมาตรฐานการรายงานทางการเงินระหว่างประเทศ (IFRS) อยู่แล้ว ช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบบัญชีประจำปีได้อย่างมหาศาล

Japan Valuers บริษัทประเมิน RICS ที่ REITs ไว้ใจ

ตอบรับมาตรการความยั่งยืน เกณฑ์ ESG ในปี 2026

ปัจจุบัน กองทุน REITs ทั้งในไทยและญี่ปุ่นต่างมุ่งเน้นการลงทุนใน “อาคารสีเขียว” (Green Building) มาตรฐาน RICS ได้บรรจุเกณฑ์ ESG (Environmental, Social, and Governance) เข้าไปในกระบวนการประเมินราคาอย่างเป็นรูปธรรม

นักประเมินจะวิเคราะห์ว่าสินทรัพย์นั้นๆ มีความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมหรือไม่ มีระบบประหยัดพลังงานที่ช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานอย่างไร ข้อมูลเหล่านี้จะถูกแปลงออกมาเป็นมูลค่าทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้น ซึ่งตอบโจทย์กองทุนระดับโลกที่เน้นลงทุนในสินทรัพย์ที่ยั่งยืนเท่านั้น

สำนักงาน ก.ล.ต. และความเชื่อมั่นในตลาดทุนไทย

สำหรับประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กำหนดให้การจัดตั้งหรือการเพิ่มทุนของ REITs ต้องใช้บริษัทประเมินราคาที่ได้รับความเห็นชอบและมีมาตรฐานการควบคุมภายในที่มีคุณภาพ

การเลือกบริษัทประเมินที่ควบรวมทั้งการรับรองจาก ก.ล.ต. และมาตรฐาน RICS จึงเป็นการรับประกันว่า กระบวนการอนุมัติเอกสารและชี้แจงต่อหน่วยงานกำกับดูแลจะเป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็ว

Japan Valuers (Thailand) สะพานเชื่อมการลงทุน REITs ไทย-ญี่ปุ่น

หากคุณกำลังมองหาบริษัทประเมินราคาเพื่อรองรับการเติบโตของกองทุน REITs บริษัท เจแปน แวลูเออร์ (ประเทศไทย) จำกัด คือพันธมิตรที่พร้อมตอบโจทย์นี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

เราเป็นบริษัทประเมินราคาอิสระที่ได้รับสถานะ RICS Regulated Firm มาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 2011 และได้รับการขึ้นทะเบียนในความเห็นชอบของสำนักงาน ก.ล.ต. ด้วยจุดแข็งในการผสมผสาน “ความละเอียดรอบคอบขั้นสูงสุดตามแบบแผนญี่ปุ่น (Kaizen)” ร่วมกับความเชี่ยวชาญในกฎหมายอสังหาริมทรัพย์ของไทย รายงานทวิภาษา (Bilingual) และภาษาญี่ปุ่นของเราจึงเป็นที่ยอมรับและได้รับความไว้วางใจจากผู้จัดการกองทุน REITs ทั้งในประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น ช่วยให้ทุกการระดมทุนและการโอนย้ายสินทรัพย์ข้ามแดนเป็นไปอย่างมั่นคง โปร่งใส และปลอดภัยที่สุด

อ่านเพิ่มเติม
บริษัทประเมิน RICS สำหรับการ IPO

บริษัทประเมิน มาตรฐาน RICS ตัวช่วยสำคัญในการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) | Japan Valuers (Thailand)

มิถุนายน 12, 2569

การนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (Initial Public Offering: IPO) ถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถระดมทุนมหาศาลเพื่อสร้างการเติบโตอย่างไร้ขีดจำกัด แต่เส้นทางสู่การเป็นบริษัทมหาชนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องผ่านการตรวจสอบอย่างเข้มงวดจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)

หนึ่งในสินทรัพย์ที่มักถูกตรวจสอบอย่างละเอียดที่สุดคือ “อสังหาริมทรัพย์และที่ดิน” ที่บริษัทถือครองอยู่ การแสดงมูลค่าทรัพย์สินที่แท้จริงอย่างโปร่งใสและถูกต้องตามมาตรฐานบัญชีจึงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถละเลยได้ และนี่คือจุดที่ บริษัทประเมิน มาตรฐาน RICS (Royal Institution of Chartered Surveyors) จะเข้ามาเป็นตัวช่วยสำคัญในการขับเคลื่อนดีล IPO ให้ประสบความสำเร็จอย่างราบรื่น

ทำไมการประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์ถึงวิกฤตต่อการทำ IPO?

เมื่อบริษัทของคุณกำลังจะแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชน สินทรัพย์ทุกชิ้นบนงบแสดงฐานะการเงิน (Balance Sheet) จะต้องสะท้อน “มูลค่ายุติธรรม” (Fair Value) ที่เป็นปัจจุบัน

  • ความเสี่ยงหากตัวเลขคลาดเคลื่อน: หากมูลค่าที่ดิน อาคาร หรือโรงงานอุตสาหกรรมในบัญชีต่ำหรือสูงเกินความเป็นจริง จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาประเมินหุ้นและการตัดสินใจของนักลงทุน สถาบันกำกับดูแลอย่าง ก.ล.ต. อาจสั่งระงับหรือชะลอการยื่นแบบไฟลิ่ง (Filing) ทำให้บริษัทเสียโอกาสทางธุรกิจอย่างมหาศาล

รู้จักสถาบัน RICS: บรรทัดฐานความน่าเชื่อถือที่ตลาดทุนยอมรับ

สำหรับผู้ที่ยังไม่คุ้นเคย RICS คือองค์กรวิชาชีพระดับโลกจากประเทศอังกฤษที่กำหนดมาตรฐานการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ที่เข้มงวดที่สุดในโลกผ่านคู่มือ “Red Book”

การเลือกใช้ บริษัทประเมิน มาตรฐาน RICS จะช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนสถาบัน (Institutional Investors) ทั้งในและต่างประเทศ เพราะรายงานประเมินจะมีความเป็นสากล โปร่งใส และมีระเบียบวิธีวิเคราะห์ที่เป็นวิทยาศาสตร์ สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ทุกขั้นตอน

การยื่นเข้าตลาดหลักทรัพย์ด้วยรายงาน RICS

การปลดล็อกข้อกำหนดและเกณฑ์การตรวจสอบของ สำนักงาน ก.ล.ต.

สำนักงาน ก.ล.ต. ของไทยมีเกณฑ์ที่เข้มงวดมากเกี่ยวกับบริษัทประเมินราคาที่จะเข้ามาทำงบการเงินเพื่อการระดมทุน

  • เกณฑ์ขั้นสูง: ก.ล.ต. กำหนดให้บริษัทประเมินต้องมีระบบควบคุมคุณภาพภายในที่เป็นเลิศ ซึ่งมาตรฐาน RICS บังคับให้บริษัทที่เป็น “RICS Regulated Firm” ต้องมีประกันภัยความรับผิดชอบในวิชาชีพ มีการสุ่มตรวจคุณภาพรายงาน และมีกระบวนการทำงานที่ไร้ผลประโยชน์ทับซ้อน การใช้บริษัทประเมินที่ควบรวมทั้งมาตรฐาน ก.ล.ต. และ RICS จึงเป็นการการันตีว่ารายงานของคุณจะผ่านการอนุมัติอย่างไร้ข้อกังวล

ตัวช่วยสำคัญของ “ที่ปรึกษาทางการเงิน (FA)” และ “ผู้สอบบัญชี”

ในกระบวนการเตรียมตัวทำ IPO ทีมที่ปรึกษาทางการเงิน (FA) และผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (Auditor) จะต้องทำงานร่วมกันอย่างหนักในการวิเคราะห์มูลค่าบริษัท

  • คุยภาษาเดียวกันกับ Big 4: ผู้สอบบัญชีระดับโลกมักจะใช้มาตรฐานการรายงานทางการเงินระหว่างประเทศ (IFRS) ซึ่งระเบียบวิธีการคิดของ RICS นั้นสอดคล้องกับมาตรฐานนี้ 100% ทำให้ผู้สอบบัญชีสามารถนำตัวเลขราคาประเมินไปปรับปรุงงบการเงิน (Asset Revaluation) ได้ทันที โดยไม่ต้องเสียเวลาซักถามหรือทำรายงานใหม่

การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกและการสอบทานสิทธิ์ (Due Diligence)

การทำงานของนักประเมินราคามาตรฐาน RICS ในช่วงเตรียม IPO จะมีความละเอียดในระดับสูง:

  • ตรวจสอบสภาพกายภาพ: ลงพื้นที่จริงเพื่อตรวจสอบขนาด รูปร่างที่ดิน และสภาพความเสื่อมของอาคารอย่างแม่นยำ

  • ตรวจสอบข้อจำกัดทางกฎหมาย: ไล่เช็คผังเมือง กฎหมายควบคุมอาคาร ระยะถอยรวด และภาระจำยอม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิด “ค่าใช้จ่ายแฝง” หรือ “คดีความ” หลังจากที่บริษัทเข้าตลาดหุ้นไปแล้ว

 

Japan Valuers ช่วยบริษัท IPO ด้วยมาตรฐานสากล

 

การประเมินมูลค่าทรัพย์สินตามประเภทธุรกิจเพื่อสะท้อนมูลค่าหุ้นที่แท้จริง

ไม่ว่าบริษัทที่จะเข้าตลาดหุ้นจะเป็นธุรกิจประเภทใด บริษัทประเมิน มาตรฐาน RICS สามารถประยุกต์ใช้วิธีการคำนวณได้อย่างเหมาะสม:

  • ธุรกิจพัฒนาอสังหาฯ / นิคมอุตสาหกรรม: ใช้วิธีเปรียบเทียบราคาตลาด (Market Approach) ร่วมกับวิธีมูลค่าคงเหลือ (Residual Method) เพื่อดูศักยภาพการทำกำไรของโครงการในอนาคต

  • ธุรกิจโรงแรม / โรงพยาบาล / ห้างสรรพสินค้า: ใช้วิธีคิดจากรายได้ (Income Approach) ผ่านการทำประมาณการกระแสเงินสดคิดลด (Discounted Cash Flow: DCF) เพื่อสะท้อนความสามารถในการสร้างรายได้ที่แท้จริง

ตอบโจทย์เทรนด์โลกปี 2026 ด้วยการประเมินเกณฑ์ ESG

ปัจจุบัน นักลงทุนยุคใหม่มองหาหุ้นที่มีความยั่งยืนหรือหุ้น ESG มาตรฐาน RICS ได้มีการกำหนดให้คำนวณปัจจัยด้าน ESG (Environmental, Social, and Governance) เข้าไปในมูลค่าทรัพย์สินด้วย

รายงานประเมินจะช่วยวิเคราะห์ว่าโรงงานหรืออาคารของบริษัทมีคุณสมบัติด้านการประหยัดพลังงาน ความปลอดภัย หรือความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมอย่างไร ซึ่งข้อมูลนี้สามารถนำไปประกอบในรายงานความยั่งยืน (Sustainability Report) เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากกองทุนระดับโลกได้อีกด้วย

ทำไมต้องเลือก Japan Valuers (Thailand) ในวันสำคัญก่อนเข้าตลาดหุ้น?

การเตรียมตัวเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) คือช่วงเวลาที่ผิดพลาดไม่ได้ บริษัท เจแปน แวลูเออร์ (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมเป็นพันธมิตรที่นำพาคุณไปสู่เป้าหมายด้วยความมั่นใจ

เราคือบริษัทประเมินราคาอิสระที่ได้รับการขึ้นทะเบียนในความเห็นชอบของสำนักงาน ก.ล.ต. และมีสถานะเป็น RICS Regulated Firm มาตั้งแต่ปี 2011 เรานำ “ความซื่อสัตย์ ความละเอียดรอบคอบ ไร้รอยต่อตามมาตรฐานญี่ปุ่น (Kaizen)” มาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลทรัพย์สินเชิงลึก รายงานทวิภาษา (Bilingual) ของเราได้รับการยอมรับจากธนาคารชั้นนำ ที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้สอบบัญชีทุกระดับ ช่วยลดความซับซ้อนในขั้นตอนการยื่นไฟลิ่ง และสร้างความน่าเชื่อถือสูงสุดให้แก่บริษัทของคุณในฐานะบริษัทมหาชนยุคใหม่

อ่านเพิ่มเติม
ลดความเสี่ยง M&A ด้วยรายงาน RICS

ลดความเสี่ยงในการควบรวมกิจการ (M&A) ด้วยรายงานจาก บริษัทประเมิน มาตรฐาน RICS | Japan Valuers (Thailand)

มิถุนายน 11, 2569

การควบรวมและการซื้อกิจการ (Mergers and Acquisitions: M&A) ในภาพรวมเศรษฐกิจยุค 2026 ถือเป็นทางลัดเชิงกลยุทธ์ที่ช่วยให้ธุรกิจเติบโตและขยายตลาดได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการซื้อโรงงานในนิคมอุตสาหกรรม การเข้าควบคุมเชนโรงแรม หรือการควบรวมอาคารสำนักงานทำเลทอง ทว่า ภายใต้โอกาสอันยิ่งใหญ่เหล่านี้ มักมีความเสี่ยงมหาศาลซ่อนอยู่เสมอ โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการ “ประเมินมูลค่าสินทรัพย์ผิดพลาด” ซึ่งอาจนำไปสู่การซื้อกิจการในราคาที่แพงเกินจริง (Overpayment)

เพื่อลดความเสี่ยงและสร้างความโปร่งใสในทุกขั้นตอนการเจรจา การเลือกใช้บริการจาก บริษัทประเมิน มาตรฐาน RICS จึงเป็นกลไกสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการทำกระบวนการตรวจสอบทรัพย์สิน (Property Due Diligence) บทความนี้จะเจาะลึกในหลากหลายหัวข้อ เพื่อแสดงให้เห็นว่ารายงานประเมินราคาระดับโลกนี้ช่วยปกป้องเงินลงทุนของคุณได้อย่างไร

กับดักราคาในกระบวนการ M&A: เมื่อตัวเลขในบัญชีอาจไม่ตรงกับความจริง

หนึ่งในปัญหาคลาสสิกที่ผู้ซื้อกิจการมักพบเจอคือ มูลค่าอสังหาริมทรัพย์ที่บันทึกไว้ในสมุดบัญชีของบริษัทเป้าหมาย (Book Value) มักเป็นตัวเลขดั้งเดิมที่หักค่าเสื่อมราคาทางบัญชีแล้ว ซึ่งอาจต่ำกว่าหรือสูงกว่าราคาตลาดในปัจจุบันอย่างมาก

  • ความเสี่ยงของผู้ซื้อ: หากมูลค่าสินทรัพย์ที่แท้จริงต่ำกว่าตัวเลขที่โชว์ในงบการเงิน คุณกำลังจ่ายเงินซื้อ “ลม” และเมื่อดีลจบลง คุณอาจต้องบันทึกขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์ (Impairment Charge) ในทันที

ทำความรู้จัก มาตรฐาน RICS: เกราะป้องกันความเสี่ยงระดับสากล

RICS (Royal Institution of Chartered Surveyors) คือสถาบันวิชาชีพระดับโลกจากประเทศอังกฤษ รายงานประเมินราคาที่จัดทำโดย บริษัทประเมิน มาตรฐาน RICS จะต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบ “Red Book” ซึ่งได้รับการยอมรับจากองค์กรการเงินและบริษัทข้ามชาติทั่วโลก

เมื่อนำรายงานนี้มาใช้ในกระบวนการ M&A ทั้งฝั่งผู้ซื้อและผู้ขายจะมีกรอบอ้างอิงที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ลดข้อขัดแย้งในการเจรจาต่อรองราคาลงได้อย่างมีนัยสำคัญ

การตรวจสอบเอกสารสิทธิ์และข้อจำกัดทางกฎหมายอย่างละเอียด

การประเมินราคาตามมาตรฐาน RICS ไม่ใช่เพียงแค่การเดินดูตึกแล้วตีราคา แต่นักประเมินจะต้องทำหน้าที่เสมือนนักสืบอสังหาริมทรัพย์

  • เจาะลึกหลังโฉนด: ตรวจสอบโฉนดที่ดิน (Chanote) สัญญาเช่าระยะยาว (Leasehold) รวมถึงข้อจำกัดทางกฎหมาย เช่น กฎหมายผังเมือง แนวเวนคืน หรือข้อจำกัดในการถือครองอสังหาริมทรัพย์ของชาวต่างชาติในประเทศไทย เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ซื้อจะสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้อย่างไม่มีอุปสรรคทางกฎหมาย

 

บริษัทประเมินมาตรฐาน RICS สำหรับควบรวมกิจการ

 

วิธีการประเมินราคาที่เหมาะสมสำหรับสินทรัพย์แต่ละประเภท

ในการควบรวมกิจการ สินทรัพย์ที่ติดมากับบริษัทมักมีความหลากหลาย บริษัทประเมินที่ได้มาตรฐาน RICS จะเลือกใช้ระเบียบวิธีคำนวณ (Valuation Methodologies) ที่แม่นยำและตอบโจทย์:

  • Income Approach (วิธีคิดจากรายได้): เหมาะสำหรับธุรกิจโรงแรม หรืออาคารคอมเมอร์เชียล โดยใช้วิธีคิดลดกระแสเงินสด (Discounted Cash Flow: DCF) เพื่อสะท้อนความสามารถในการทำกำไรในอนาคต

  • Cost Approach (วิธีคิดจากต้นทุน): เหมาะสำหรับโรงงานและคลังสินค้า โดยคำนวณจากค่าก่อสร้างใหม่ หักลบด้วยค่าเสื่อมราคาทั้งทางกายภาพและทางหน้าที่ (Functional Obsolescence) แล้วบวกด้วยราคาที่ดินปัจจุบัน

การจัดสรรราคาซื้อเพื่อวัตถุประสงค์ทางบัญชี (Purchase Price Allocation: PPA)

หลังจากที่ดีล M&A สำเร็จเสร็จสิ้น กฎหมายบัญชีสากล (IFRS) บังคับให้บริษัทผู้ซื้อต้องทำกระบวนการ PPA เพื่อแยกแยะว่าเงินที่จ่ายไปนั้น เป็นมูลค่าของที่ดิน อาคาร เครื่องจักร หรือเป็น “ค่าความนิยม” (Goodwill)

  • ตัวช่วยฝ่ายบัญชี: รายงานจาก บริษัทประเมิน มาตรฐาน RICS จะแจกแจงมูลค่าตลาดของสินทรัพย์ถาวรแต่ละชิ้นอย่างชัดเจน ช่วยให้ผู้สอบบัญชีระดับ Big 4 สามารถตรวจสอบและบันทึกบัญชีได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง และลดความเสี่ยงที่จะถูกสรรพากรประเมินภาษีย้อนหลัง

ติดปีกการเจรจาด้วยความเป็นกลาง ปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อน

ในสงครามการเจรจา M&A ความเป็นกลางคือสิ่งสำคัญที่สุด RICS มีเกณฑ์จรรยาบรรณที่เข้มงวดมากเกี่ยวกับการป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest)

  • ไร้แรงจูงใจแอบแฝง: นักประเมินของ RICS ห้ามทำหน้าที่เป็นนายหน้าซื้อขายในดีลเดียวกัน และห้ามรับค่าจ้างเป็นเปอร์เซ็นต์จากราคาซื้อขาย ข้อมูลและตัวเลขในรายงานจึงมีความเที่ยงตรง เป็นอิสระ และเป็นที่ยอมรับของบอร์ดบริหารและผู้ถือหุ้นของทั้งสองฝ่าย

 

Japan Valuers ช่วยลดความเสี่ยงในการ M&A

 

ประเมินความเสี่ยงยุคใหม่ด้วยมิติ ESG

ในยุค 2026 การควบรวมกิจการไม่ได้ดูแค่ผลกำไรระยะสั้น แต่ต้องดูความยั่งยืนด้วย มาตรฐาน RICS บังคับให้นักประเมินนำเกณฑ์ ESG (Environmental, Social, and Governance) มาวิเคราะห์ร่วมในการประเมินมูลทรัพย์สิน เช่น

  • อาคารมีประสิทธิภาพการใช้พลังงานอย่างไร?

  • โรงงานอุตสาหกรรมมีสารปนเปื้อนในที่ดินหรือแหล่งน้ำหรือไม่? หากพบความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม ผู้ซื้อสามารถนำข้อมูลนี้ไปใช้หักลดราคาซื้อขาย หรือระบุไว้ในสัญญาเพื่อความปลอดภัย

ทำไมต้องเลือก Japan Valuers (Thailand) เป็นที่ปรึกษา M&A?

การทำธุรกรรม M&A ในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นทุนไทยหรือทุนข้ามชาติ ต้องการที่ปรึกษาที่มีความเป็นเลิศทั้งในระดับสากลและเข้าใจบริบทท้องถิ่น บริษัท เจแปน แวลูเออร์ (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมยืนเคียงข้างคุณในฐานะบริษัทที่ควบคุมมาตรฐานโดย RICS (RICS Regulated Firm) มาตั้งแต่วันแรกในปี 2011

เราเป็นบริษัทประเมินราคาอิสระที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงาน ก.ล.ต. ทีมงานของเราผสาน “ความละเอียดรอบคอบ ไร้ข้อผิดพลาดตามแบบแผนญี่ปุ่น (Kaizen)” เข้ากับเกณฑ์การประเมินสากลของ RICS เราจัดทำรายงานรูปแบบทวิภาษา (Bilingual) และภาษาญี่ปุ่นที่ประณีต แม่นยำ และผ่านการกลั่นกรองสมมุติฐานอย่างสมเหตุสมผล ช่วยให้คณะกรรมการบริษัทและสถาบันการเงินผู้ปล่อยกู้ร่วม (Syndicated Loan) มั่นใจสูงสุดในการเดินหน้าปิดดีล M&A อย่างปลอดภัยและคุ้มค่าที่สุด

อ่านเพิ่มเติม
เลือกบริษัทประเมิน RICS สำหรับโครงการมิกซ์ยูส

เลือก บริษัทประเมิน มาตรฐาน RICS อย่างไร เพื่อยื่นกู้โครงการมิกซ์ยูส (Mixed-Use) | Japan Valuers (Thailand)

มิถุนายน 9, 2569

โครงการมิกซ์ยูส (Mixed-Use Development) หรือโครงการอสังหาริมทรัพย์แบบผสมผสานที่รวมเอาทั้งคอนโดมิเนียม อาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า หรือโรงแรมไว้ในพื้นที่เดียวกัน กำลังเป็นเมกะเทรนด์ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน แต่เนื่องจากโครงการประเภทนี้ใช้เงินลงทุนมหาศาล การยื่นขอสินเชื่อโครงการ (Project Financing) จากธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่หรือสถาบันการเงินต่างชาติ จึงมีความซับซ้อนกว่าอสังหาริมทรัพย์ทั่วไปหลายเท่า

กุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ธนาคารอนุมัติวงเงินกู้มูลค่าหลายพันล้านบาทได้อย่างรวดเร็ว คือ “รายงานประเมินราคาหลักประกัน” ที่มีความน่าเชื่อถือระดับสูงสุด และนั่นคือเหตุผลที่ผู้ประกอบการต้องเจาะจงเลือกใช้ บริษัทประเมิน มาตรฐาน RICS (Royal Institution of Chartered Surveyors) มาร่วมเป็นพันธมิตร บทความนี้จะมาเผยวิธีเลือกบริษัทประเมินให้ตอบโจทย์โครงการมิกซ์ยูส เพื่อให้การยื่นกู้ของคุณผ่านฉลุยในรอบเดียว

ทำไมโครงการมิกซ์ยูสถึงต้องการความเชี่ยวชาญที่เหนือกว่า?

โครงการมิกซ์ยูสไม่ใช่แค่การสร้างตึกสูง แต่คือการบริหารระบบนิเวศทางธุรกิจที่หลากหลายในพื้นที่เดียวกัน ความยากของการประเมินราคาโครงการประเภทนี้คือ “การแยกแยะและผสานมูลทรัพย์สิน”

  • ความซับซ้อนของรายได้: โรงแรมสร้างรายได้เป็นรายวัน อาคารสำนักงานได้ค่าเช่าเป็นรายเดือน ส่วนศูนย์การค้ามีทั้งค่าเช่าและส่วนแบ่งยอดขาย (Gross Turnover) นักประเมินทั่วไปที่ไม่ชำนาญอาจคำนวณสัดส่วนเหล่านี้ผิดพลาด ส่งผลให้ราคาประเมินคลาดเคลื่อนจนธนาคารปฏิเสธคำขอกู้

เช็คลิสต์ข้อที่ 1: ตรวจสอบการรับรองสถานะ RICS Regulated Firm

สิ่งแรกที่ต้องทำคือตรวจสอบว่าบริษัทประเมินแห่งนั้นมีสถานะเป็น RICS Regulated Firm หรือไม่

  • ต่างจากสมาชิกทั่วไปอย่างไร: การที่ตัวบุคคลเป็นสมาชิก RICS (MRICS/FRICS) นั้นดีในระดับหนึ่ง แต่การที่ “องค์กร” ได้รับการลงทะเบียนเป็น RICS Regulated Firm หมายความว่าบริษัทแห่งนั้นอยู่ภายใต้การตรวจสอบโครงสร้างจรรยาบรรณ มีประกันภัยความรับผิดชอบวิชาชีพ (Professional Indemnity Insurance) และใช้คู่มือเกณฑ์มาตรฐาน “Red Book” ในการทำรายงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ฝ่ายวิเคราะห์ความเสี่ยงของธนาคารพาณิชย์มองหาเป็นอันดับแรก

 

การยื่นกู้โครงการมิกซ์ยูสด้วยรายงาน RICS

 

เช็คลิสต์ข้อที่ 2: ความเชี่ยวชาญในการใช้ระเบียบวิธี Income Approach แบบขั้นสูง

สำหรับโครงการมิกซ์ยูส วิธีการเปรียบเทียบราคาตลาด (Market Approach) แทบจะนำมาใช้เป็นเกณฑ์หลักไม่ได้ เพราะไม่มีทรัพย์สินใดในบริเวณใกล้เคียงที่เหมือนกันเป๊ะ

  • มองหาผู้เชี่ยวชาญด้าน DCF: คุณต้องเลือก บริษัทประเมิน มาตรฐาน RICS ที่มีความเชี่ยวชาญในการสร้างแบบจำลอง Discounted Cash Flow (DCF) หรือการคิดลดกระแสเงินสดขั้นสูง นักประเมินต้องสามารถคาดการณ์อัตราการเช่าพื้นที่ (Occupancy Rate) อัตราค่าเช่าเฉลี่ย (ADR/RevPAR สำหรับโรงแรม) และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (OPEX) ของแต่ละส่วนได้อย่างแม่นยำตลอดอายุโครงการ 10-20 ปี

เช็คลิสต์ข้อที่ 3: ความสามารถในการประเมินสิทธิการเช่า (Leasehold Valuation)

โครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ในกรุงเทพฯ หลายโครงการตั้งอยู่บนที่ดินเช่าระยะยาว (Leasehold) เช่น ที่ดินของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ หรือที่ดินของรัฐบาล

  • สูตรคำนวณเฉพาะทาง: การประเมินมูลค่าสิทธิการเช่ามีความซับซ้อนสูงมาก เพราะมูลค่าจะลดลงเรื่อยๆ ตามระยะเวลาสัญญาเช่าที่เหลืออยู่ บริษัทประเมินที่คุณเลือกต้องมีสูตรการคำนวณที่แม่นยำตามมาตรฐานสากล เพื่อให้ธนาคารมั่นใจในมูลค่าหลักประกันที่แท้จริงในแต่ละช่วงเวลา

Japan Valuers บริษัทประเมินมาตรฐาน RICS

 

เช็คลิสต์ข้อที่ 4: การจัดทำรายงานเป็นภาษาสากลและได้รับการรับรองจาก ก.ล.ต.

หากโครงการของคุณมีการร่วมทุนกับต่างชาติ หรือต้องการกู้เงินจากธนาคารต่างประเทศ รายงานประเมินราคาต้องพร้อมใช้งานในระดับสากล

  • Bilingual & Compliance: บริษัทประเมินต้องสามารถจัดทำรายงานภาษาอังกฤษที่มีโครงสร้างตามมาตรฐานสากล (IVS) ได้อย่างสมบูรณ์ และที่สำคัญต้องได้รับการขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ของไทย เพื่อรองรับการระดมทุนในรูปแบบกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (REIT) ในอนาคต

เช็คลิสต์ข้อที่ 5: มีการผสานเกณฑ์ ESG ในการประเมินราคาอย่างเป็นรูปธรรม

ในปัจจุบัน สถาบันการเงินรายใหญ่มีมาตรการ “สินเชื่อสีเขียว” (Green Loan) ที่ให้ดอกเบี้ยอัตราพิเศษแก่โครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

  • ความยั่งยืนช่วยเพิ่มมูลค่า: บริษัทประเมิน มาตรฐาน RICS ยุคใหม่จะนำปัจจัยด้าน ESG (Environmental, Social, and Governance) มาคำนวณด้วย หากโครงการมิกซ์ยูสของคุณได้มาตรฐานอาคารเขียว (เช่น LEED หรือ TREES) นักประเมินของ RICS จะสามารถสะท้อนมูลค่าที่เพิ่มขึ้นนี้ลงไปในรายงาน เพื่อให้คุณได้เงื่อนไขการกู้ยืมที่ดีที่สุดจากธนาคาร

Japan Valuers (Thailand) คือคำตอบที่ดีที่สุดของคุณ?

หากคุณกำลังมองหาพันธมิตรในการประเมินราคาโครงการมิกซ์ยูส บริษัท เจแปน แวลูเออร์ (ประเทศไทย) จำกัด คือตัวเลือกที่พร้อมตอบโจทย์ในทุกมิติ

เราเป็นบริษัทที่ควบคุมมาตรฐานโดย RICS (RICS Regulated Firm) มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2011 และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นบริษัทประเมินราคาในความเห็นชอบของสำนักงาน ก.ล.ต. ทีมงานของเรามีความเชี่ยวชาญขั้นสูงในการวิเคราะห์โครงการคอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่ โดยนำ “ความละเอียดรอบคอบขั้นสูงสุดตามวิถีญี่ปุ่น (Kaizen)” มาผสานเข้ากับหลักการประเมินสากล รายงานของเราจึงมีความเป็นกลาง โปร่งใส ตรวจสอบได้ทุกสมมุติฐาน และได้รับการยอมรับจากเครดิตสถาบันการเงินชั้นนำทั้งไทยและต่างประเทศ ช่วยให้โครงการมิกซ์ยูสของคุณก้าวสู่ความสำเร็จได้อย่างมั่นคง

อ่านเพิ่มเติม
มาตรฐาน RICS สำหรับการประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์

ไขข้อข้องใจ ทำไมธนาคารต่างชาติถึงเจาะจงเลือกใช้ บริษัทประเมิน มาตรฐาน RICS | Japan Valuers (Thailand)

มิถุนายน 8, 2569

เมื่อกลุ่มทุนข้ามชาติ สถาบันการเงินระดับโลก หรือธนาคารต่างชาติเข้ามาปล่อยสินเชื่อและลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ไทย สิ่งแรกๆ ที่พวกเขาจะเรียกหาคือรายงานประเมินราคาหลักประกัน แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ธนาคารเหล่านี้มักจะไม่ยอมรับรายงานที่ใช้มาตรฐานทั่วไป ทว่ากลับเจาะจงว่าต้องมาจาก บริษัทประเมิน มาตรฐาน RICS เท่านั้น

สำหรับในประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ทำเลทองของกรุงเทพฯ และเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ความเข้มงวดนี้ยิ่งทวีคูณขึ้นในปี 2026 บทความนี้จะพาทุกท่านไปหาคำตอบแบบเจาะลึกในหลากหลายหัวข้อว่า เหตุใดธนาคารต่างชาติถึงให้ความไว้วางใจในมาตรฐานสากลนี้ และช่วยลดความเสี่ยงทางการเงินได้อย่างไร

ปัญหาของธนาคารต่างชาติ: ความไม่คุ้นเคยในตลาดท้องถิ่น

เวลาที่ธนาคารจากญี่ปุ่น สิงคโปร์ หรือยุโรป ต้องการอนุมัติวงเงินกู้ให้แก่โครงการในประเทศไทย อุปสรรคชิ้นใหญ่ของพวกเขาคือ “ความไม่เข้าใจพฤติกรรมตลาดในพื้นที่”

  • ความเสี่ยงด้านข้อมูล: ราคาที่ประกาศขายตามหน้าเว็บไซต์อสังหาริมทรัพย์ในไทยมักมีการตั้งราคาเผื่อต่อรองไว้สูง หากธนาคารใช้ข้อมูลเหล่านั้นในการคำนวณวงเงินปล่อยกู้ อาจส่งผลให้ปล่อยกู้เกินมูลค่าจริง (Over-financing) ซึ่งอันตรายมาก

  • ภาษาสากลที่เข้าใจตรงกัน: ธนาคารต่างชาติต้องการรายงานที่ใช้ระเบียบวิธีคิดที่เป็นสากล เพื่อให้คณะกรรมการอนุมัติสินเชื่อ (Credit Committee) ที่อยู่ต่างประเทศสามารถอ่านและเข้าใจความเสี่ยงได้ทันทีโดยไม่ต้องแปลเจตนาใหม่

รู้จัก RICS: “พาสปอร์ตทางการเงิน” ที่ธนาคารทั่วโลกยอมรับ

RICS (Royal Institution of Chartered Surveyors) คือองค์กรวิชาชีพระดับโลกจากอังกฤษที่ควบคุมมาตรฐานนักประเมินราคาและผู้สำรวจทรัพย์สินมานานกว่าศตวรรษ

รายงานที่ออกโดย บริษัทประเมิน มาตรฐาน RICS จะใช้เกณฑ์ที่เรียกว่า “Red Book” ซึ่งได้รับการรับรองร่วมกับมาตรฐานการประเมินมูลค่าทรัพย์สินสากล (IVS) ดังนั้น เมื่อธนาคารต่างชาติเห็นตราสัญลักษณ์ RICS บนหน้าปกรายงาน พวกเขาจะรู้ทันทีว่ารายงานฉบับนี้มีมาตรฐานเดียวกันกับรายงานที่ออกในนิวยอร์ก ลอนดอน หรือโตเกียว

ธนาคารต่างชาติเลือกบริษัทประเมิน RICS

ตัดปัญหา “นักประเมินเข้าข้างลูกค้า” ด้วยกฎจรรยาบรรณเหล็ก

หนึ่งในความกังวลสูงสุดของสถาบันการเงินคือ ความเป็นกลางของนักประเมิน (Valuation Bias) เพราะในบางตลาดท้องถิ่น นักประเมินอาจถูกกดดันจากผู้พัฒนาโครงการให้ปั่นราคาประเมินให้สูงขึ้นเพื่อประโยชน์ในการกู้เงิน

  • อิสรภาพ 100%: RICS มีข้อกำหนดเรื่องความซื่อสัตย์และการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างรุนแรง นักประเมินของ RICS จะต้องแสดงตนอย่างชัดเจนว่าไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับทรัพย์สินชิ้นนั้นๆ

  • ห้ามผูกค่าธรรมเนียมกับมูลค่า: การคิดค่าบริการของ RICS จะเป็นค่าธรรมเนียมคงที่ตามความยากง่ายของงาน ไม่ใช่เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าทรัพย์สิน ยิ่งประเมินได้แพงไม่ได้แปลว่าจะได้เงินเพิ่ม วิธีนี้ทำให้ธนาคารมั่นใจได้ว่าตัวเลขที่ได้คือ “ราคาตลาดที่แท้จริง”

ระเบียบวิธีวิเคราะห์เชิงลึก (Evidence-Based Approach)

ธนาคารต่างชาติไม่ชอบ “ตัวเลขลอยๆ” ที่เกิดจากความรู้สึกหรือประสบการณ์ส่วนตัวของนักประเมิน แต่ต้องการหลักฐานที่จับต้องได้

  • การสอบทานข้อมูลดิบ: นักประเมินที่ได้มาตรฐาน RICS จะต้องลงพื้นที่จริง ตรวจสอบโฉนดที่ดิน (Chanote) เส้นทางเข้าออก ข้อจำกัดทางกฎหมาย และที่สำคัญคือต้องหา “หลักฐานการซื้อขายจริง (Comparable Sales)” ในพื้นที่ใกล้เคียงมาเปรียบเทียบอย่างน้อย 3-5 เคส พร้อมทำตารางปรับแก้ส่วนต่าง (Adjustment Grid) อย่างเป็นวิทยาศาสตร์

ความเข้มงวดของเกณฑ์ Basel 3.1 และการบริหารความเสี่ยง

ในปี 2026 ระบบธนาคารทั่วโลกได้หันมาใช้เกณฑ์ Basel 3.1 อย่างเข้มงวด ซึ่งเป็นกฎหมายสากลที่ควบคุมให้ธนาคารพาณิชย์ต้องสำรองเงินทุนตามความเสี่ยงของสินทรัพย์

  • ผลกระทบต่อหลักประกัน: ภายใต้เกณฑ์นี้ มูลค่าของอสังหาริมทรัพย์ที่นำมาค้ำประกันจะต้องมีความแม่นยำสูงมาก หากธนาคารต่างชาติใช้รายงานประเมินที่ไม่ได้มาตรฐานสากล พวกเขาอาจถูกหน่วยงานกำกับดูแลของประเทศตนเองสั่งปรับ หรือบังคับให้สำรองเงินทุนเพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลเสียต่อผลกำไรของธนาคาร

 

Japan Valuers บริษัทประเมินราคา RICS ในประเทศไทย

 

การประเมินความเสี่ยงด้าน ESG: ปัจจัยสำคัญในยุคปัจจุบัน

ปัจจุบัน ธนาคารต่างชาติให้ความสำคัญกับเรื่อง ESG (Environmental, Social, and Governance) เป็นอย่างยิ่ง โครงการอสังหาริมทรัพย์ที่จะผ่านอนุมัติเงินกู้ได้มักจะต้องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

  • การมองการณ์ไกล: มาตรฐาน RICS บังคับให้นักประเมินใส่หัวข้อการวิเคราะห์ด้านความยั่งยืนลงไปด้วย เช่น อาคารนี้เสี่ยงต่อปัญหาน้ำท่วมในอนาคตหรือไม่? มีระบบประหยัดพลังงานหรือแผงโซลาร์เซลล์หรือไม่? ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ธนาคารต่างชาติประเมินได้ว่าทรัพย์สินนี้จะยังมีมูลค่าที่ดีในอีก 10 หรือ 20 ปีข้างหน้าหรือไม่

ประโยชน์ต่อการทำบัญชีและการตรวจสอบโดย Big 4

เมื่อบริษัทข้ามชาติเข้าซื้อกิจการ (M&A) ในประเทศไทย ธนาคารต่างชาติที่ปล่อยกู้จะต้องทำงานร่วมกับบริษัทตรวจสอบบัญชีระดับโลกกลุ่ม Big 4 (PwC, Deloitte, EY, KPMG)

  • เชื่อมต่อไร้รอยต่อ: ผู้ตรวจสอบบัญชีเหล่านี้จะยอมรับเฉพาะรายงานประเมินทรัพย์สินที่ได้มาตรฐานสากลอย่าง RICS เท่านั้น ทำให้ขั้นตอนการจัดทำงบการเงินและการตรวจสอบบัญชีประจำปีเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องเสียเวลาและเสียเงินจ้างบริษัทประเมินใหม่เพื่อทำรายงานซ้ำอีกรอบ

Japan Valuers (Thailand) คู่คิดที่ธนาคารต่างชาติเลือกใช้

บริษัท เจแปน แวลูเออร์ (ประเทศไทย) จำกัด คือคำตอบที่ตอบโจทย์ความต้องการของสถาบันการเงินต่างชาติอย่างแท้จริง เราได้รับการรับรองเป็นบริษัทควบคุมมาตรฐานโดย RICS มาอย่างต่อเนื่องยาวนานตั้งแต่ปี 2011

เราเข้าใจดีว่าธนาคารต่างชาติต้องการอะไร เราจึงได้ผสานเอา “ความละเอียดรอบคอบและตรงต่อเวลาตามสไตล์ญี่ปุ่น (Kaizen)” เข้ากับ “มาตรฐานสากลระดับโลกของ RICS” และความเชี่ยวชาญในข้อกฎหมายท้องถิ่นของไทย รายงานของเราจัดทำเป็นภาษาอังกฤษและภาษาญี่ปุ่นอย่างเป็นมืออาชีพ ได้รับการยอมรับจากสำนักงาน ก.ล.ต. ของไทย และเป็นที่เชื่อมั่นของเครดิตธนาคารต่างชาติทุกแห่ง ไม่ว่าจะเป็นการประเมินโรงงานในนิคมอุตสาหกรรม, โรงแรมหรู, หรือโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ ย่อมมั่นใจได้ว่ารายงานของเราจะผ่านการพิจารณาในครั้งเดียว

อ่านเพิ่มเติม
มาตรฐาน RICS สำหรับการประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์

มาตรฐาน RICS คืออะไร? ทำไมบริษัทประเมินระดับสากลต้องมีใบรับรองนี้ | Japan Valuers

มิถุนายน 6, 2569

ในการทำธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ระดับประเทศหรือการลงทุนข้ามชาติ สิ่งที่นักลงทุน สถาบันการเงิน และองค์กรธุรกิจให้ความสำคัญมากที่สุดคือ “ความถูกต้องและโปร่งใสของมูลค่าทรัพย์สิน” คำถามคือเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่ารายงานประเมินราคาเหล่านั้นเชื่อถือได้จริง? คำตอบที่เป็นสากลและได้รับการยอมรับทั่วโลกในปัจจุบันคือ มาตรฐาน RICS

สำหรับในประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างกรุงเทพฯ หรือเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) การเลือกใช้บริการจาก บริษัทประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์ ที่ได้รับการรับรองระดับสากล ถือเป็นเกราะป้องกันความเสี่ยงทางการเงินที่ดีที่สุด บทความนี้จะพาทุกท่านไปเจาะลึกอย่างละเอียดในหลากหลายหัวข้อว่า มาตรฐานสากลนี้คืออะไร และทำไมใบรับรองนี้จึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับบริษัทประเมินราคาระดับโลก

จุดเริ่มต้นของ RICS: ย้อนดูประวัติศาสตร์ความน่าเชื่อถือ

ก่อนจะเข้าใจว่า มาตรฐาน RICS คืออะไร เราต้องย้อนไปดูต้นกำเนิดขององค์กรนี้ RICS ย่อมาจาก Royal Institution of Chartered Surveyors เป็นวิชาชีพเก่าแก่จากประเทศอังกฤษที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1868 หรือกว่า 150 ปีมาแล้ว

องค์กรนี้ตั้งขึ้นมาเพื่อกำหนดและควบคุมมาตรฐานวิชาชีพด้านอสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน และการก่อสร้าง โดยได้รับพระบรมราชานุญาตจากราชวงศ์อังกฤษ (Royal Charter) ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงความมีเกียรติยศและความซื่อสัตย์สุจริตในวิชาชีพอย่างสูงสุด

คัมภีร์ “Red Book” คืออะไร? หัวใจหลักของมาตรฐาน RICS

เมื่อพูดถึง RICS สิ่งที่นักประเมินทุกคนต้องรู้จักคือ “Red Book” (RICS Valuation – Global Standards) ซึ่งเปรียบเสมือนคู่มือปฏิบัติงานเล่มสำคัญ

คู่มือ Red Book นี้จะระบุขั้นตอน ข้อบังคับ และจรรยาบรรณที่นักประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด โดยเนื้อหาจะถูกปรับปรุงให้ทันสมัยอยู่เสมอ (รวมถึงเกณฑ์ล่าสุดในปี 2026) เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานการประเมินมูลค่าทรัพย์สินสากล (International Valuation Standards: IVS) ทำให้รายงานทุกเล่มที่ออกภายใต้มาตรฐานนี้มีคุณภาพเท่าเทียมกันทั่วโลก

5 จรรยาบรรณเหล็ก ที่นักประเมิน RICS ต้องยึดมั่น

เหตุผลที่ทำให้รายงานของ RICS ได้รับความไว้วางใจ ไม่ใช่แค่เรื่องของสูตรคำนวณ แต่เป็นเรื่องของ “จริยธรรม” โดยสมาชิกทุกคนต้องปฏิบัติตามหลัก 5 ประการดังนี้:

  1. ทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ (Act with integrity): ไม่บิดเบือนข้อมูล ไม่รับสินบน

  2. ให้บริการด้วยความรับผิดชอบ (Always provide a high standard of service): ทุ่มเทและตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียด

  3. ส่งเสริมความเชี่ยวชาญ (Act in a way that promotes trust): รักษาภาพลักษณ์ที่ดีของวิชาชีพ

  4. ปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความเคารพ (Treat others with respect): ทำงานอย่างเป็นมืออาชีพ

  5. รับผิดชอบต่อการกระทำ (Take responsibility): กล้าการันตีและรับผิดชอบต่อตัวเลขที่ประเมิน

 

RICS Red Book มาตรฐานการประเมินราคาระดับโลก

 

ปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อน: ความเป็นกลาง 100%

สิ่งหนึ่งที่ธนาคารหวาดกลัวที่สุดคือ “รายงานประเมินราคาที่เข้าข้างลูกค้า” (Valuation Bias) เช่น การแอบปั่นราคาให้สูงเกินจริงเพื่อให้ลูกค้ากู้เงินได้มากขึ้น

มาตรฐาน RICS มีกฎเหล็กในการป้องกันเรื่องนี้อย่างเข้มงวด นักประเมินห้ามมีส่วนได้ส่วนเสียกับทรัพย์สินชิ้นนั้น และห้ามคิดค่าบริการเป็นเปอร์เซ็นต์ตามมูลค่าทรัพย์สิน (เช่น ยิ่งประเมินได้ราคาแพง ยิ่งได้เงินเยอะ แบบนี้ทำไม่ได้) ทุกอย่างต้องคิดเป็นค่าธรรมเนียมวิชาชีพที่คงที่ เพื่อคงความเป็นกลางไว้อย่างบริสุทธิ์ใจ

ทำไมสถาบันการเงินและธนาคารรายใหญ่ถึง demand มาตรฐานนี้?

ธนาคารพาณิชย์ชั้นนำในประเทศไทย เช่น ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย หรือไทยพาณิชย์ รวมถึงสถาบันการเงินต่างชาติ ต่างมีความเข้มงวดในการพิจารณาหลักประกันในยุคปี 2026

  • ลดความเสี่ยงหนี้เสีย (NPL): รายงานที่ได้มาตรฐาน RICS จะประเมินราคาตามความเป็นจริงของตลาด ไม่ใช่ราคาคุย ทำให้ธนาคารมั่นใจว่าหากลูกหนี้เบี้ยวหนี้ สินทรัพย์นั้นจะขายทอดตลาดได้คุ้มมูลค่าหนี้จริง

  • ผ่านการพิจารณาเร็วขึ้น: โครงสร้างรายงานของ RICS มีการจัดระเบียบข้อมูลที่เป็นระบบ ทำให้อ่านง่าย ฝ่ายวิเคราะห์สินเชื่อของธนาคารสามารถตรวจสอบเอกสารและอนุมัติวงเงินกู้ได้รวดเร็วขึ้นเป็นเท่าตัว

ระเบียบวิธีคำนวณที่แม่นยำและตรวจสอบได้ (3 Valuation Approaches)

บริษัทประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์ ที่ได้การรับรอง RICS จะไม่ใช้วิธี “คาดเดาจากความรู้สึก” แต่ต้องใช้ 3 วิธีหลักตามมาตรฐานสากลที่มีหลักฐานอ้างอิงชัดเจน:

  • Market Approach (วิธีเปรียบเทียบราคาตลาด): การสืบค้นประวัติการซื้อขายจริงจากกรมที่ดินในพื้นที่ใกล้เคียง ไม่ใช่แค่ดูราคาตั้งขายบนเว็บไซต์

  • Income Approach (วิธีคิดจากรายได้): การสร้างแบบจำลองกระแสเงินสดสด (Discounted Cash Flow) สำหรับทรัพย์สินที่สร้างรายได้ เช่น โรงแรม อาคารสำนักงาน หรือห้างสรรพสินค้า

  • Cost Approach (วิธีคิดจากต้นทุน): การคำนวณค่าก่อสร้างใหม่ หักลบด้วยค่าเสื่อมราคาตามอายุการใช้งานจริง แล้วบวกกลับด้วยราคาที่ดิน

 

Japan Valuers บริษัทประเมินราคาที่ได้รับการรับรอง RICS

 

การรวมเกณฑ์ ESG เข้ากับการประเมินราคาในยุค 2026

ในปัจจุบัน โลกให้ความสำคัญกับความยั่งยืน มาตรฐาน RICS จึงบังคับให้นักประเมินต้องนำปัจจัยด้าน ESG (Environmental, Social, and Governance) มาคำนวณร่วมด้วย ตัวอย่างเช่น:

  • ตัวอาคารมีระบบประหยัดพลังงานหรือแผงโซลาร์เซลล์หรือไม่? (ช่วยเพิ่มมูลค่าทรัพย์สิน)

  • ทรัพย์สินตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติ น้ำท่วมซ้ำซาก หรือดินทรุดตัวหรือไม่? (ช่วยเตือนภัยสถาบันการเงิน)

  • โรงงานอุตสาหกรรมมีระบบบำบัดน้ำเสียที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่?

ก้าวข้ามพรมแดน: ประโยชน์ต่อการควบรวมกิจการ (M&A)

สำหรับบริษัทข้ามชาติที่ต้องการเข้ามาลงทุนในประเทศไทย หรือบริษัทไทยที่ต้องการไปปักธงในต่างประเทศ รายงานประเมินราคามาตรฐาน RICS คือ “หนังสือเดินทางทางการเงิน”

  • คุยภาษาเดียวกัน: รายงานนี้ได้รับการยอมรับจากผู้ตรวจสอบบัญชีระดับโลกกลุ่ม “Big 4” (PwC, Deloitte, EY, KPMG) ทำให้การจัดทำงบการเงินรวม (Consolidated Financial Statements) และการประเมินมูลค่ากิจการเพื่อซื้อขายหุ้นเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่มีข้อขัดแย้งทางบัญชี

บทบาทของ RICS ต่อตลาดทุนและสำนักงาน ก.ล.ต. ไทย

ในประเทศไทย การประเมินราคาเพื่อนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) หรือการตั้งกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (Property Fund / REIT) มีกฎหมายควบคุมอย่างเข้มงวด

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กำหนดให้บริษัทประเมินราคาต้องมีมาตรฐานสูง ซึ่งมาตรฐาน RICS ถือเป็นหนึ่งในเกณฑ์สากลที่ ก.ล.ต. ให้การยอมรับสูงสุด เพราะสามารถตรวจสอบเส้นทางการวิเคราะห์ข้อมูล (Audit Trail) ได้ทุกขั้นตอน

Japan Valuers (Thailand) : เมื่อความแม่นยำแบบญี่ปุ่น พบ มาตรฐานสากล

บริษัท เจแปน แวลูเออร์ (ประเทศไทย) จำกัด คือหนึ่งในบริษัทประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำที่ได้รับการรับรองและควบคุมโดยมาตรฐาน RICS มาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 2011

เราได้ผสมผสานจิตวิญญาณ “ความละเอียดแม่นยำแบบญี่ปุ่น (Kaizen)” เข้ากับ “มาตรฐานสากลของ RICS” เพื่อส่งมอบรายงานประเมินราคาที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุดในตลาด ไม่ว่าคุณจะเป็นนักลงทุนรายย่อยที่ต้องการประเมินคอนโดมิเนียมหรู หรือองค์กรขนาดใหญ่ที่ต้องการประเมินโรงงานอุตสาหกรรมในเขต EEC เราพร้อมมอบบริการที่โปร่งใส แม่นยำ และเป็นธรรม เพื่อให้ทุกย่างก้าวการลงทุนของคุณมั่นคงที่สุด

อ่านเพิ่มเติม
อาคารสีเขียว (Green Building) และมาตรฐานสากล: แนวทางการรับรองเพื่อ ESG และตัวอย่างอาคารชั้นนำ Green Buildings and International Standards: Certification Pathways for ESG and Leading Building Examples One Bangkok Dusit Central Park One City Centre

อาคารสีเขียว (Green Building) และมาตรฐานสากล: แนวทางการรับรองเพื่อ ESG และตัวอย่างอาคารชั้นนำ

มีนาคม 4, 2569

ในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ การพัฒนา อาคารสีเขียว (Green Building) ได้กลายเป็นหัวใจสำคัญของวงการอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลก ไม่เพียงแต่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ใช้งาน และเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนกลยุทธ์ ESG (Environmental, Social, and Governance) ให้เห็นผลเป็นรูปธรรม

อาคารสีเขียว คืออะไร?

อาคารสีเขียว คือ อาคารที่ถูกออกแบบ ก่อสร้าง และบริหารจัดการโดยคำนึงถึงการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างสุขภาวะที่ดีให้กับผู้อยู่อาศัย โดยมีลักษณะเด่น ดังนี้:

  • การจัดการพลังงาน: ลดการใช้ไฟฟ้าและเพิ่มการใช้พลังงานสะอาด
  • ทรัพยากรน้ำ: มีระบบหมุนเวียนและลดการใช้น้ำอย่างคุ้มค่า
  • วัสดุที่ยั่งยืน: เลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมและรีไซเคิลได้
  • คุณภาพอากาศ: มีระบบระบายอากาศที่ดีและลดสารพิษในอาคาร

มาตรฐานอาคารสีเขียวที่สำคัญ: ตัวช่วยยกระดับความเชื่อถือ

เพื่อให้การเป็น “อาคารสีเขียว” มีมาตรฐานที่ตรวจสอบได้ องค์กรระดับสากลจึงได้พัฒนาระบบการประเมินเพื่อรับรองมาตรฐานอาคาร (Certification) ที่ครอบคลุมมิติต่างๆ ดังนี้:

1. U.S. Green Building Council (USGBC) and LEED

LEED (Leadership in Energy and Environmental Design) เป็นมาตรฐานระดับสากลที่พัฒนาโดย U.S. Green Building Council (USGBC) ─ ใช้กันทั่วโลกทั้ง อาคารใหม่และอาคารที่ใช้อยู่แล้ว ประเมินด้าน การใช้พลังงาน, การจัดการน้ำ, วัสดุ,และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

แบ่งระดับการรับรอง: Certified Silver Gold Platinum

 

อาคารสีเขียว (Green Building) และมาตรฐานสากล: แนวทางการรับรองเพื่อ ESG และตัวอย่างอาคารชั้นนำ

เหมาะกับ: สำนักงาน, ห้างสรรพสินค้า, โรงแรม, อาคารสูง และโครงการใหญ่
เน้นการลดผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมโดยรวม

2. WELL Building Standard

เน้นเรื่อง สุขภาพและความเป็นอยู่ของผู้ใช้งานอาคาร มากกว่าแค่การประหยัดพลังงาน

ครอบคลุมปัจจัยต่าง ๆ เช่น คุณภาพอากาศ, น้ำ, แสง, ความสบาย, สุขภาพจิต และแสงธรรมชาติ

รับรองอาคารที่สนับสนุนรูปแบบการใช้ชีวิตที่ดีขึ้นของผู้อยู่อาศัย

เหมาะกับ: สำนักงาน, โรงแรม, โรงพยาบาล, สถานศึกษา

3. Fitwel

เกณฑ์จากสหรัฐฯ โดยเน้นการส่งเสริมสุขภาพและการเข้าถึงพื้นที่ส่วนกลาง เช่น การออกแบบให้เดินได้ง่าย มีพื้นที่สีเขียว ฯลฯ

มักใช้กับอาคารสำนักงานและพื้นที่ใช้งานทั่วไป

เหมาะกับ: อาคารเชิงพาณิชย์, สถานที่ทำงาน, อาคารสาธารณะ

4.Thai Green Building Institute and TREES

ระบบประเมินอาคารเขียวของประเทศไทย พัฒนาโดย Thai Green Building Institute เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศ กฎหมาย และบริบทการพัฒนาอาคารในไทยโดยเฉพาะ

มาตรฐานนี้ครอบคลุมการบริหารจัดการอาคาร การใช้พลังงานและน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ คุณภาพสิ่งแวดล้อมภายในอาคาร การเลือกใช้วัสดุ และนวัตกรรมด้านความยั่งยืน โดยมีระดับการรับรองตั้งแต่ Certified, Silver, Gold จนถึง Platinum

TREES จึงถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่สะท้อนมาตรฐานความยั่งยืนของอาคารในตลาดไทย และช่วยสนับสนุนเป้าหมาย ESG ในระดับองค์กรได้อย่างชัดเจน

5.EDGE

เป็นมาตรฐานอาคารเขียวที่พัฒนาโดย International Finance Corporation ซึ่งเป็นสมาชิกของกลุ่มธนาคารโลกจุดเด่นของ EDGE คือแนวทางที่เรียบง่ายและวัดผลได้ชัดเจน โดยกำหนดให้อาคารต้องลดการใช้พลังงาน น้ำ และพลังงานแฝงจากวัสดุก่อสร้างอย่างน้อย 20% เมื่อเทียบกับอาคารทั่วไปจึงจะได้รับการรับรอง นอกจากนี้ยังมีระดับ EDGE Advanced และ Zero Carbon สำหรับโครงการที่ตั้งเป้าหมายลดคาร์บอนสูงขึ้น EDGE จึงเหมาะกับโครงการที่ต้องการวางแผนความยั่งยืนตั้งแต่ขั้นออกแบบ และต้องการเครื่องมือที่เชื่อมโยงกับการรายงานผลด้าน ESG อย่างเป็นรูปธรรม

6.BREEAM

มาตรฐานเก่าแก่จากสหราชอาณาจักร ให้คะแนนด้าน พลังงาน, สุขภาพ, ขยะ, ระบบการจัดการ และนวัตกรรม

ใช้แพร่หลายโดยเฉพาะในยุโรป แต่ได้รับการยอมรับทั่วโลก

เหมาะกับ: โปรเจ็กต์ขนาดใหญ่และอาคารเพื่อการพาณิชย์หลายประเภท

การได้รับมาตรฐานเช่น LEED, WELL หรือ Fitwel ช่วยให้องค์กรหรืออาคาร:

  • แสดงความรับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม
  • ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน
  • ตอบสนองหลักเกณฑ์ ESG ซึ่งนักลงทุนและผู้เช่าปัจจุบันให้ความสำคัญมากขึ้น ทุกวันนี้การมีใบรับรองเหล่านี้เป็นหนึ่งในตัวชี้วัด ESG ที่สำคัญ

อัปเดตตัวอย่างอาคารสีเขียว “ระดับโลก” ในเมืองไทย (2024-2026)

1.One Bangkok

Certification: LEED-ND Platinum & WELL Platinum
โครงการแรกในไทยที่ได้รับ Platinum ทั้งย่าน (Neighborhood Development) มีพื้นที่สีเขียวถึง 50 ไร่ และระบบจัดการน้ำอัจฉริยะ

อาคารสีเขียว (Green Building) และมาตรฐานสากล: แนวทางการรับรองเพื่อ ESG และตัวอย่างอาคารชั้นนำ Green Buildings and International Standards: Certification Pathways for ESG and Leading Building Examples One Bangkok Dusit Central Park One City Centre

2.Dusit Central Park

Certification: LEED Gold & WELL Platinum
มาพร้อม “Roof Park” ขนาด 7 ไร่ และการออกแบบเชิงป้องกันแผ่นดินไหวด้วยเสาเข็มลึก 80 เมตร ซึ่งลึกที่สุดในไทย

อาคารสีเขียว (Green Building) และมาตรฐานสากล: แนวทางการรับรองเพื่อ ESG และตัวอย่างอาคารชั้นนำ Green Buildings and International Standards: Certification Pathways for ESG and Leading Building Examples One Bangkok Dusit Central Park One City Centre

3.One City Centre (OCC)

Certification: Fitwel 2-Star (first in Thailand)
เน้นความสุขในการทำงานด้วย “Urban Stage” พื้นที่เปิดโล่งหน้าอาคารที่เชื่อมต่อคนเมืองเข้ากับพื้นที่สุขภาพ

อาคารสีเขียว (Green Building) และมาตรฐานสากล: แนวทางการรับรองเพื่อ ESG และตัวอย่างอาคารชั้นนำ Green Buildings and International Standards: Certification Pathways for ESG and Leading Building Examples One Bangkok Dusit Central Park One City Centre

การพัฒนาอาคารสีเขียวไม่เพียงช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างมูลค่าให้กับอสังหาริมทรัพย์ในยุคที่ ESG กลายเป็นมาตรฐานสำคัญของธุรกิจสากล ยิ่งได้รับการรับรองจากมาตรฐานระดับโลก ยิ่งส่งผลดีต่อภาพลักษณ์องค์กรและความคุ้มค่าของการลงทุนในระยะยาว

ขอบคุณข้อมูลจาก : U.S. Green Building Council (USGBC), kswood, Fitwel, BREEAM, TREES

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาคารสีเขียวและมาตรฐานสากล

1.มาตรฐาน LEED กับ WELL ต่างกันอย่างไร? เลือกอันไหนดี?

หากจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจน:

  • LEED: เน้นไปที่ “ตัวอาคาร” (Hard side) เช่น การประหยัดไฟ การใช้น้ำ และการลดมลพิษต่อโลก
  • WELL: เน้นไปที่ “คนที่อยู่ในอาคาร” (Soft side) เช่น คุณภาพอากาศที่หายใจ แสงสว่างที่ถนอมสายตา และสุขภาพจิต

2.อาคารเก่าที่ไม่ใช่ตึกสร้างใหม่ สามารถขอมาตรฐานอาคารสีเขียวได้หรือไม่?

ทำได้ครับ มาตรฐานอย่าง LEED v4.1 O+M (Operations and Maintenance) ถูกออกแบบมาเพื่ออาคารที่เปิดใช้งานแล้ว โดยจะเน้นไปที่การปรับปรุงระบบบริหารจัดการขยะ การใช้พลังงาน และประสิทธิภาพการดำเนินงานให้ยั่งยืนขึ้นโดยไม่ต้องทุบตึกสร้างใหม่

3.ทำไมบริษัทที่เน้น ESG ถึงต้องเช่าออฟฟิศที่เป็นอาคารสีเขียว?

เพราะการเช่าอาคารสีเขียวช่วยให้บริษัทสามารถ รายงานผลการลดก๊าซเรือนกระจก (Scope 3) ได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังช่วยเรื่องภาพลักษณ์องค์กร (Employer Branding) ในการดึงดูดคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตในการทำงาน

อ่านเพิ่มเติม
Market Research Research & Advisory Services: What They Are and Why They Matter for Organizational Growth บริการวิจัยและที่ปรึกษาทางธุรกิจ

Market Research & Advisory Services คืออะไร? กลยุทธ์สำคัญสู่ความสำเร็จขององค์กรปี 2026

มกราคม 29, 2569

Market Research & Advisory Services: ทำไมจึงสำคัญต่อการเติบโตขององค์กรในยุคปัจจุบัน

ในโลกธุรกิจปี 2026 ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและเต็มไปด้วยความผันผวน การตัดสินใจบนพื้นฐานของ “สัญชาตญาณ” เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป การใช้ข้อมูลที่แม่นยำและการมีที่ปรึกษาที่เชี่ยวชาญจึงเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ Market Research (การวิจัยตลาด) และ Advisory Services (บริการที่ปรึกษา) จึงกลายเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้องค์กรกำหนดทิศทาง วางกลยุทธ์ และบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างแม่นยำและยั่งยืน

Market Research & Advisory Services คืออะไร?

Market Research คือกระบวนการเชิงลึกในการรวบรวม วิเคราะห์ และตีความข้อมูลเกี่ยวกับตลาด คู่แข่ง และพฤติกรรมผู้บริโภค ส่วน Advisory Services คือการนำข้อมูลเหล่านั้นมาแปรเปลี่ยนเป็นกลยุทธ์ที่นำไปใช้ได้จริง (Actionable Insights) เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจของผู้บริหารในด้านต่างๆ บริการเหล่านี้ครอบคลุมตั้งแต่การจัดการเชิงกลยุทธ์ การเงิน การลงทุน ไปจนถึงการประเมินมูลค่าสินทรัพย์อย่างเป็นระบบ

พย์

Market Research and Advisory Services Thailand

ทำไมธุรกิจยุคใหม่จึงขาดบริการที่ปรึกษาและการวิจัยตลาดไม่ได้?

การมีพันธมิตรด้าน Advisory ที่เชี่ยวชาญ เปรียบเสมือนการมี “กระจกเงา” ที่ช่วยสะท้อนให้เห็นจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค (SWOT Analysis) จากมุมมองภายนอกที่มีความเป็นกลาง ในยุคที่เทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ข้อมูลจากการวิจัยตลาดจะช่วยให้ธุรกิจมองเห็น “จุดบอด” ที่มองข้ามไป และช่วยให้ปรับตัวได้ทันท่วงที

7 เหตุผลสำคัญที่ Market Research & Advisory Services ช่วยผลักดันองค์กรของคุณ

  1. การวิเคราะห์ธุรกิจอย่างเป็นระบบและครบวงจร: ช่วยให้เข้าใจโครงสร้างองค์กร สถานะทางการเงิน และศักยภาพของสินทรัพย์ที่มีอยู่ เพื่อวางรากฐานการเติบโตที่แข็งแกร่ง

  2. ลดความเสี่ยงในการตัดสินใจอย่างมีนัยสำคัญ: การใช้ข้อมูลจริง (Data-driven) ช่วยลดโอกาสเกิดข้อผิดพลาดในการลงทุน ซึ่งช่วยประหยัดงบประมาณและเวลาขององค์กรในระยะยาว

  3. การพัฒนากลยุทธ์ที่วัดผลได้จริง: ช่วยให้การวางเป้าหมายสอดคล้องกับทรัพยากรที่มีและสภาพความจริงของตลาด ทำให้ทุกแผนงานมีตัวชี้วัด (KPI) ที่ชัดเจน

  4. เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและผลกำไร: ที่ปรึกษาจะช่วยค้นหาจุดที่สิ้นเปลืองในกระบวนการทำงานและช่วยเพิ่มศักยภาพในการใช้ทรัพยากรทั้งด้านบุคคลและเงินทุน

  5. สร้างความพร้อมสำหรับการขยายธุรกิจ: ไม่ว่าจะเป็นการขยายสาขาหรือการลงทุนใหม่ การมีบทวิเคราะห์ตลาดจะช่วยให้คุณวางแผนเติบโตได้อย่างมั่นคงทั้งระยะสั้นและระยะยาว

  6. ค้นหาโอกาสทางการตลาดใหม่ก่อนคู่แข่ง: การวิจัยตลาดช่วยให้คุณเห็นเทรนด์ที่กำลังจะมาถึง ทำให้คุณสามารถสร้างนวัตกรรมหรือบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้ก่อนใคร

  7. เสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย: การตัดสินใจที่มีข้อมูลและรายงานวิชาชีพรองรับ ช่วยสร้างความเชื่อมั่นในความโปร่งใสและศักยภาพขององค์กร

การบริหารความเสี่ยงและแนวทางสู่ความยั่งยืน

หัวใจหลักของบริการที่ปรึกษาคือการจัดการความเสี่ยง (Risk Management) โดยผู้เชี่ยวชาญจะใช้ระเบียบวิธีวิจัยที่เชื่อถือได้เพื่อประเมินสถานการณ์ทางการเงินและการลงทุน ช่วยให้องค์กรสามารถเตรียมแผนรับมือกับความผันผวนทางเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการวางแผนเติบโตอย่างยั่งยืนที่ไม่เน้นเพียงผลกำไรระยะสั้น

วิธีเลือกผู้ให้บริการ Advisory ที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการลงทุนในบริการเหล่านี้ องค์กรควรพิจารณาเลือกพาร์ทเนอร์ที่มีประสบการณ์สูง มีความเข้าใจในอุตสาหกรรมนั้นๆ อย่างลึกซึ้ง และที่สำคัญที่สุดคือต้องให้คำแนะนำอย่างเป็นอิสระและโปร่งใส โดยอ้างอิงจากข้อมูลที่ตรวจสอบได้จริง

บริการระดับมืออาชีพโดย Japan Valuers Thailand

ด้วยประสบการณ์อันยาวนานกว่า 20 ปี ในด้านการประเมินมูลค่าอสังหาริมทรัพย์และการวิเคราะห์ตลาด Japan Valuers Thailand พร้อมมอบบริการ Research & Advisory Services ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์เฉพาะด้านของธุรกิจคุณ เรามุ่งมั่นที่จะช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและการเติบโตที่ยั่งยืนในทุกย่างก้าว

อ่านเพิ่มเติม
Office Buildings and the Direction of the Real Estate Market in 2026 1. อาคารสำนักงานกับทิศทางอสังหาริมทรัพย์ปี 2026

เจาะเทรนด์อาคารสำนักงานใหม่ และทิศทางตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2026: อนาคตของพื้นที่ทำงาน

มกราคม 28, 2569

ตลาด อสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ในปี 2026 ได้มาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ อาคารสำนักงาน (Office Building) ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่สำหรับนั่งทำงานอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ในการสร้างอัตลักษณ์องค์กร การดึงดูดบุคลากรที่มีศักยภาพ และการแสดงออกถึงความยั่งยืน ท่ามกลางกระแสความต้องการโครงการสำนักงานเกิดใหม่ที่เน้น “คุณภาพเหนือปริมาณ” และการผสานเทคโนโลยีอัจฉริยะเข้ากับพื้นที่ใช้งาน

Office Buildings and the Direction of the Real Estate Market in 2026 1. อาคารสำนักงานกับทิศทางอสังหาริมทรัพย์ปี 2026

ภาพรวมตลาดอสังหาฯ ปี 2026: การเปลี่ยนผ่านสู่ความอัจฉริยะและสีเขียว

ทิศทางตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2026 ถูกขับเคลื่อนด้วย 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล), ความยืดหยุ่นในรูปแบบ Hybrid, และ การบูรณาการระบบดิจิทัล โดยองค์กรส่วนใหญ่กำลังย้ายฐานเข้าสู่ “อาคารอัจฉริยะ” (Smart Buildings) ที่มอบระบบนิเวศการทำงานที่ครบวงจร

  • Flight to Quality: องค์กรต่างๆ ยอมลดพื้นที่ใช้สอยโดยรวมลง แต่เลือกขยับขยายสู่พื้นที่ระดับ Grade A+ ที่มีคุณภาพสูงขึ้น

  • มาตรฐาน ESG: อาคารที่ไม่มีการรับรองระดับสากลอย่าง LEED หรือ WELL กำลังเผชิญกับภาวะ “Brown Discounts” หรือมูลค่าลดลง เนื่องจากผู้เช่าหันไปให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาดและสุขภาวะของพนักงาน

3 โครงการอาคารสำนักงานใหม่ที่น่าจับตาในปี 2026

หากคุณกำลังมองหา โครงการอาคารสำนักงานใหม่ ในทำเลศักยภาพของกรุงเทพฯ นี่คือ 3 โครงการที่เป็นตัวแทนของที่สุดใน ตลาดอสังหาฯ ปี 2026

1. One Origin Sanampao (วัน ออริจิ้น สนามเป้า) | จุดยุทธศาสตร์กรุงเทพฯ ตอนเหนือ

ตั้งอยู่บนทำเลสนามเป้าที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โครงการนี้คืออาคารสำนักงานระดับ Grade A ที่ตอบโจทย์เทรนด์ “Work-Life Integration” ของปี 2026 ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

  • ทำเล: เชื่อมต่อโดยตรงกับ BTS สถานีสนามเป้า

  • แนวคิด: โครงการ Mixed-use ที่ผสมผสานพื้นที่ทำงานระดับพรีเมียม เข้ากับร้านค้าปลีกและไลฟ์สไตล์ที่คัดสรรมาอย่างดี

  • จุดเด่น: ทำหน้าที่เป็นประตูเชื่อมระหว่างย่านธุรกิจใจกลางเมือง (CBD) กับกรุงเทพฯ ตอนเหนือ เหมาะสำหรับบริษัทที่ต้องการความสะดวกในการเดินทางแต่เลี่ยงความแออัดของย่านสุขุมวิท

Office Buildings and the Direction of the Real Estate Market in 2026 1. อาคารสำนักงานกับทิศทางอสังหาริมทรัพย์ปี 2026

2. V One Tower (วี วัน ทาวเวอร์) | หัวใจของพระราม 9 New CBD

ในขณะที่ย่าน พระราม 9 New CBD ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง V One Tower ได้ก้าวขึ้นเป็นแลนด์มาร์คสำคัญสำหรับองค์กรขนาดกลางถึงขนาดใหญ่

  • ทำเล: ถนนพระราม 9 ใกล้กับ MRT สถานีพระราม 9

  • แนวคิด: อาคารสูงระฟ้าที่ออกแบบมาเพื่อรองรับบริษัทในยุค Digital-first

  • จุดเด่น: มอบโครงสร้างการเช่าพื้นที่ที่ยืดหยุ่นที่สุดในตลาดปี 2026 ช่วยให้ธุรกิจสามารถปรับขนาดพื้นที่สำนักงานตามการเติบโตได้ทันที

Office Buildings and the Direction of the Real Estate Market in 2026 1. อาคารสำนักงานกับทิศทางอสังหาริมทรัพย์ปี 2026

 

3. Cloud 11 (คลาวด์ อีเลฟเว่น) | ขุมพลังด้านความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม

Cloud 11 ไม่ใช่แค่ตึกสำนักงาน แต่คือ “ย่านนวัตกรรมและการสร้างสรรค์” (Creative & Innovation District) บนทำเลสุขุมวิทตอนใต้ (ย่าน CyberTech)

  • ทำเล: ใกล้กับ BTS สถานีปุณณวิถี

  • แนวคิด: ระบบนิเวศ Mixed-use ขนาดใหญ่ที่ออกแบบมาเพื่อกลุ่ม Content Creator, Tech Startup และบริษัทวิจัย (R&D) โดยเฉพาะ

  • จุดเด่น: โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลขั้นสูงและสตูดิโอเฉพาะทาง สะท้อนถึง เทรนด์อสังหาฯ แห่งอนาคต ที่เน้นศูนย์กลางเฉพาะทางตามอุตสาหกรรม

Office Buildings and the Direction of the Real Estate Market in 2026 1. อาคารสำนักงานกับทิศทางอสังหาริมทรัพย์ปี 2026

เทรนด์สำคัญที่ขับเคลื่อนอาคารสำนักงานในปี 2026

หากต้องการเข้าใจ ทิศทางของตลาดอสังหาฯ ธุรกิจต้องพิจารณาการเปลี่ยนแปลงเชิงเทคนิค 3 ประการนี้:

ฟีเจอร์สำคัญ ผลกระทบต่อตลาดออฟฟิศปี 2026
Smart Building IoT ระบบตรวจสอบพลังงานแบบ Real-time และระบบเข้า-ออกอาคารแบบไร้สัมผัส
Flexible Floor Plates การออกแบบพื้นที่ภายในแบบ Modular ที่ปรับเปลี่ยนตามขนาดทีมในรูปแบบ Hybrid
Wellness Amenities การมีระบบกรองอากาศ (PM2.5) และพื้นที่สีเขียวบนดาดฟ้าเพื่อสุขภาวะ

วิธีเลือกสำนักงานที่ใช่ในยุค 2026

การเลือกอาคารสำนักงานในปัจจุบันต้องอาศัยข้อมูลเชิงลึกและการประเมินอย่างมืออาชีพ ไม่ใช่แค่เรื่องราคาต่อตารางเมตรอีกต่อไป แต่คือเรื่องของ ต้นทุนการเช่าสุทธิ (Total Occupancy Cost) และ ผลตอบแทนจากทรัพยากรมนุษย์ (Human Capital ROI)

หากองค์กรของคุณต้องการคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ Japan Valuers Thailand พร้อมให้บริการประเมินมูลค่าอสังหาริมทรัพย์และที่ปรึกษาในระดับสากล เพื่อช่วยคุณวิเคราะห์ทิศทางตลาดและศักยภาพของโครงการ เพื่อให้มั่นใจว่าการตัดสินใจลงทุนหรือเช่าพื้นที่ของคุณเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว

มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ: “ในปี 2026 อาคารสำนักงานที่ประสบความสำเร็จที่สุด คืออาคารที่เป็น ‘จุดหมายปลายทาง’ ไม่ใช่แค่ที่ทำงาน”


ที่มาข้อมูล: Origin Property, Bangkokbiznews, BrandInside

คำถามที่พบบ่อย

Q: ทำไมปี 2026 องค์กรส่วนใหญ่ถึงเลือกย้ายไปอาคารสำนักงานใหม่ (New Project) แทนที่เดิม?

A: สาเหตุหลักคือเทรนด์ “Flight to Quality” ครับ องค์กรต้องการอาคารที่รองรับระบบ Smart Building และมาตรฐาน ESG เพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในระยะยาว และสร้างสภาพแวดล้อมที่ดึงดูดพนักงานให้กลับเข้าออฟฟิศ (Return to Office) ซึ่งอาคารเก่ามักมีข้อจำกัดด้านโครงสร้างในการปรับปรุงระบบเหล่านี้

Q: ทำเลไหนในกรุงเทพฯ ที่ถือเป็น “Rising Star” สำหรับอาคารสำนักงานในปี 2026?

A: นอกจากย่าน CBD เดิมอย่างสีลม-สาทรแล้ว ย่าน พระราม 9 (New CBD) และ สุขุมวิทตอนใต้ (Punnawithi-Udomsuk) คือทำเลที่น่าจับตาที่สุดครับ เนื่องจากมีการขยายตัวของโครงข่ายรถไฟฟ้า และโครงการ Mixed-use ขนาดใหญ่อย่าง Cloud 11 ที่สร้างระบบนิเวศการทำงานยุคใหม่ไว้ครบวงจร

Q: มาตรฐาน ESG และ Well-being สำคัญอย่างไรต่อการตัดสินใจเช่าออฟฟิศ?

A: ในปี 2026 ESG ไม่ใช่ทางเลือกแต่เป็น “ข้อกำหนด” ของบริษัทข้ามชาติและบริษัทมหาชนครับ อาคารที่มีการจัดการขยะที่ดี มีระบบกรองอากาศ PM2.5 และพื้นที่สีเขียว จะช่วยเพิ่มคะแนนภาพลักษณ์องค์กร และส่งผลโดยตรงต่อการประเมินมูลค่าทรัพย์สินตามมาตรฐานสากล

Q: หากต้องการข้อมูลราคาประเมินหรือวิเคราะห์ความคุ้มค่าของออฟฟิศใหม่ ควรเริ่มจากตรงไหน?

A: ควรเริ่มต้นจากการวิเคราะห์ Market Feasibility และการประเมินมูลค่าโดยผู้เชี่ยวชาญครับ Japan Valuers Thailand สามารถช่วยให้ข้อมูลเปรียบเทียบเชิงลึก (Benchmarking) ระหว่างโครงการต่างๆ เพื่อให้คุณได้พื้นที่สำนักงานที่คุ้มค่ากับเม็ดเงินลงทุนมากที่สุด

อ่านเพิ่มเติม