บทความ

เจาะลึก 3 ทำเลกรุงเทพฯ ที่มีศักยภาพสูงในปี 2026 จากดีมานด์จริงและการพัฒนาเมือง วิเคราะห์โดย Japan Valuers Thailand เหมาะสำหรับอยู่อาศัยและลงทุนระยะยาว

3 ทำเลในกรุงเทพมหานคร ที่ได้ไปต่อในปี 2026

มกราคม 27, 2569

ในปี 2026 ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพมหานครยังคงให้ความสำคัญกับ “ทำเล” เป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจซื้อและลงทุน ไม่ว่าจะเป็นเพื่ออยู่อาศัยจริงหรือเพื่อการลงทุนในระยะยาว พื้นที่ที่มีการเชื่อมต่อระบบคมนาคมอย่างมีประสิทธิภาพ มีแหล่งงาน และสามารถรองรับไลฟ์สไตล์ของคนเมืองได้อย่างครบถ้วน ยังคงเป็นทำเลที่มีศักยภาพในการเติบโตและรักษามูลค่าทรัพย์สินได้ดี

Japan Valuers Thailand ได้สรุป 3 ทำเลสำคัญในกรุงเทพฯ ที่มีแนวโน้ม “ได้ไปต่อ” ในปี 2026 จากการวิเคราะห์ดีมานด์จริงและทิศทางการพัฒนาเมือง ดังนี้

3 ทำเลกรุงเทพฯ น่าลงทุนปี 2026 | วิเคราะห์ศักยภาพอสังหาริมทรัพย์โดยผู้เชี่ยวชาญ

1. พระราม 9 – รัชดา – ดินแดง

New CBD แห่งใหม่ของกรุงเทพฯ

โซนพระราม 9 – รัชดา – ดินแดง ได้รับการยอมรับว่าเป็นศูนย์กลางธุรกิจแห่งใหม่ (New CBD) ของกรุงเทพมหานคร ด้วยการพัฒนาอาคารสำนักงานเกรด A โครงการ Mixed-use ขนาดใหญ่ และคอนโดมิเนียมระดับคุณภาพจำนวนมาก

พื้นที่นี้โดดเด่นในด้านการเชื่อมต่อคมนาคม ทั้ง MRT หลายสาย ทางด่วน และการเข้าถึงใจกลางเมืองอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ความต้องการเช่าและอยู่อาศัยยังคงแข็งแรงต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มคนทำงาน นักธุรกิจ และชาวต่างชาติ

เหมาะสำหรับ:

  • คอนโดมิเนียมเพื่ออยู่อาศัย
  • การลงทุนระยะยาวในทรัพย์สินให้เช่า

2.บางนา – แบริ่ง – อุดมสุข

ทำเลเมืองขยายที่เติบโตต่อเนื่อง

บางนาเป็นหนึ่งในทำเลเมืองขยายที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยได้รับแรงหนุนจากโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น ศูนย์การค้า Mega Bangna โรงเรียนนานาชาติ และการเชื่อมต่อสู่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

ทำเลนี้รองรับความต้องการที่หลากหลาย ทั้งบ้านแนวราบ คอนโดมิเนียม และโครงการ Mixed-use ส่งผลให้

  • เหมาะกับทั้งการอยู่อาศัยและการลงทุนในอนาคต โดยเฉพาะกลุ่มครอบครัวคนทำงานและผู้ที่ต้องการพื้นที่ใช้สอยมากขึ้นในราคาที่เข้าถึงได้

เหมาะสำหรับ:

  • ครอบครัวคนทำงาน
  • นักลงทุนที่มองการเติบโตของมูลค่าในอนาคต
  • ผู้ซื้อที่ต้องการพื้นที่อยู่อาศัยคุ้มค่าใกล้เมือง
  • นักลงทุนที่มองหาทำเลศักยภาพสูงใจกลางเมืองใหม่

 

3.กรุงเทพกรีฑา – ศรีนครินทร์ – พัฒนาการ

ศูนย์กลางบ้านเดี่ยวระดับกลาง–บน

โซนกรุงเทพกรีฑา ศรีนครินทร์ และพัฒนาการ กลายเป็น Hub สำคัญของโครงการบ้านเดี่ยวและบ้านหรูในกรุงเทพฯ ด้วยศักยภาพด้านพื้นที่ขนาดใหญ่ การพัฒนาโครงการคุณภาพ และสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับการอยู่อาศัยระยะยาว

พื้นที่นี้สามารถเชื่อมต่อทางด่วน รถไฟฟ้า และ Airport Rail Link ได้อย่างสะดวก กลุ่มผู้ซื้อส่วนใหญ่เป็นผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง (Real Demand) ส่งผลให้ตลาดมีเสถียรภาพ และมีความผันผวนต่ำเมื่อเทียบกับตลาดเก็งกำไร

เหมาะสำหรับ:

  • บ้านเดี่ยวและทาวน์โฮมเพื่ออยู่อาศัย
  • ผู้ซื้อที่มองหาความมั่นคงในระยะยาว
  • ครอบครัวระดับกลางถึงบน

เลือกทำเลอย่างรอบคอบ เพิ่มโอกาสการลงทุนอย่างมั่นใจ

การเลือกทำเลอสังหาริมทรัพย์ที่มีศักยภาพถือเป็นหัวใจสำคัญของการลงทุน ไม่เพียงเพื่อรองรับการอยู่อาศัยในปัจจุบัน แต่ยังส่งผลต่อการเติบโตของมูลค่าทรัพย์สินในระยะยาว ทั้งจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบคมนาคม และแหล่งงานที่ตอบโจทย์ดีมานด์จริง

การวิเคราะห์ทำเลอย่างรอบด้านตั้งแต่ต้น จะช่วยลดความเสี่ยงในการตัดสินใจ และเพิ่มโอกาสในการลงทุนได้อย่างมั่นใจมากยิ่งขึ้น

บริการประเมินมูลค่าอสังหาริมทรัพย์โดยผู้เชี่ยวชาญ

หากคุณต้องการข้อมูลเชิงลึก หรือบริการด้านการประเมินมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็น บ้าน คอนโดมิเนียม ที่ดิน

Japan Valuers Thailand พร้อมให้บริการโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการประเมินทรัพย์สินที่มีประสบการณ์มากกว่า 20 ปี ให้คำแนะนำอย่างเป็นกลางและเป็นมืออาชีพ เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างมั่นใจในทุกการลงทุน

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก: nationthailand, apthai, Ananda

อ่านเพิ่มเติม
เจ้าของบ้านกำลังตรวจสอบผนังบ้านเพื่อประเมินบ้านก่อนโอน

10 เช็กลิสต์ตรวจรับบ้านก่อนโอนที่คุณต้องรู้ – ขั้นตอนสำคัญเพื่อการประเมินบ้านอย่างมั่นใจ

พฤศจิกายน 24, 2568

การตรวจรับบ้านก่อนการโอนกรรมสิทธิ์ถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในกระบวนการซื้อบ้าน เพราะเป็นโอกาสสุดท้ายที่ผู้ซื้อจะสามารถตรวจสอบคุณภาพ ความเรียบร้อย และความสมบูรณ์ของบ้านได้อย่างละเอียด ก่อนจะลงชื่อรับโอนให้เป็นภาระของตนเองอย่างเต็มตัว การตรวจอย่างพิถีพิถันไม่เพียงช่วยให้คุณมั่นใจในมาตรฐานที่อยู่อาศัย แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงในการพบปัญหาซ่อนเร้นในอนาคต ซึ่งอาจนำไปสู่ค่าใช้จ่ายจำนวนมากตามมา

นอกจากนี้ การตรวจรับบ้านยังเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับ การประเมินบ้าน (Property Valuation) เพราะสภาพของบ้านจะส่งผลโดยตรงต่อราคา ความคุ้มค่าในการลงทุน รวมถึงความสามารถในการขายต่อในอนาคต หากคุณมี ที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ ร่วมตรวจสอบก็จะช่วยให้ได้คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ แต่ผู้ซื้อเองก็ควรเข้าใจหลักการตรวจรับอย่างครบถ้วน เพื่อให้มั่นใจว่าบ้านพร้อมสำหรับการอยู่อาศัยจริง

 

เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมก่อนตรวจรับบ้าน

เพื่อให้การตรวจเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ควรเตรียมอุปกรณ์ดังนี้:

1.เอกสารสำคัญ

แบบแปลนบ้าน ผังที่ดิน และสัญญาซื้อขาย ใช้ตรวจสอบตำแหน่งงานระบบและยืนยันความถูกต้องตามรายการทรัพย์สินในกระบวนการประเมินบ้าน

2.อุปกรณ์บันทึกหลักฐาน

สมุดโน้ต โทรศัพท์หรือกล้องถ่ายรูป สำหรับเก็บภาพความบกพร่อง และสติกเกอร์สำหรับติดจุดแก้ไข

3.เครื่องมือทดสอบงานระบบ

ตลับเมตร ไฟฉาย ไขควงวัดไฟ ลูกแก้ว ถังน้ำ หรือสายยาง เพื่อทดสอบระบบไฟฟ้า น้ำ และความลาดเอียงพื้น

10 Checklist ตรวจรับบ้านแบบมืออาชีพ

10 เช็กลิสต์ตรวจรับบ้านก่อนโอนที่คุณต้องรู้ – ขั้นตอนสำคัญเพื่อการประเมินบ้านอย่างมั่นใจ

1.โครงสร้างและแบบแปลน

ตรวจสอบเสา คาน และผนังโครงสร้างหลักต้องไม่มีรอยร้าวใหญ่ที่อาจบ่งชี้ปัญหาการทรุดตัว เปรียบเทียบตำแหน่งประตู หน้าต่าง ขนาดห้อง และงานระบบว่าตรงตามแบบแปลนบ้านและสัญญาหรือไม่ จุดนี้สำคัญต่อการประเมินบ้านโดยตรง เพราะความผิดเพี้ยนอาจกระทบต่อราคาและความปลอดภัยในระยะยาว

2.ระบบไฟฟ้าและตู้เบรกเกอร์

ทดสอบปลั๊ก ไฟส่องสว่าง และสวิตช์ทุกจุด เบรกเกอร์ต้องตัดไฟตามปกติและมีสายดินครบ ป้ายบอกวงจรไฟฟ้าต้องชัดเจน การติดตั้งต้องแน่นหนาไม่มีสายไฟโผล่

3.ระบบน้ำและสุขาภิบาล

ตรวจแรงดันน้ำ เปิดน้ำทิ้งทุกจุดเพื่อตรวจสอบการอุดตัน และดูการรั่วซึมบริเวณข้อต่อ ตรวจสอบโถสุขภัณฑ์ อ่างล้างหน้า และฝักบัวว่าติดตั้งแน่นหนา ไม่ร้าวหรือเสียหาย

4.พื้นและผนังบ้าน

พื้นกระเบื้องให้ใช้ไขควงด้ามไม้เคาะเพื่อฟังเสียงโพรง ตรวจสอบรอยแตก ความเสียหาย และใช้ลูกแก้วเช็กความลาดเอียง ส่วนผนังให้ตรวจรอยร้าว งานฉาบ การทาสี และร่องรอยความชื้น

5.ฝ้าเพดานและหลังคา

ฝ้าเพดานต้องเรียบเสมอกัน ไม่มีคราบน้ำรั่วซึม หากขึ้นไปตรวจหลังคาได้ ควรดูโครงหลังคา วัสดุมุง และจุดรอยต่อว่าแน่นหนาป้องกันน้ำรั่ว

6.ประตูและหน้าต่าง

เปิด–ปิดทุกบาน ตรวจความลื่นไหล ระบบล็อก และความแนบสนิทของบานกับวงกบ ใช้สายยางสาดน้ำจำลองฝนเพื่อตรวจสอบการรั่วซึมบริเวณช่องเปิด

7.บันไดและราวกันตก

ขั้นบันไดต้องมีขนาดเท่ากันไม่สะดุด พื้นผิวไม่ลื่น ราวบันไดต้องติดตั้งแน่น แข็งแรง ไม่โยกเยก

8.งานภายนอกและระบบระบายน้ำรอบบ้าน

ตรวจทางเดิน ถนนโรงรถ และพื้นภายนอกว่าราบเรียบไม่มีเศษวัสดุก่อสร้าง ตรวจความลาดเอียงและการระบายน้ำรอบบ้าน รวมถึงความแข็งแรงของรั้วและประตูรั้ว

9.เฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์ติดตั้ง

สำหรับบ้านที่มาพร้อมเฟอร์นิเจอร์บิวท์อินหรืออุปกรณ์ไฟฟ้า ให้ทดสอบการทำงาน ตรวจรอยขีดข่วน ความแข็งแรง และความเรียบร้อยของงานติดตั้งทุกจุด

10.การรับประกันและสภาพแวดล้อมรอบบ้าน

ตรวจเงื่อนไขการรับประกันบ้านทั้งงานโครงสร้างและสถาปัตย์ รวมถึงสำรวจสภาพแวดล้อม เช่น เสียงรบกวน การจราจร และมลภาวะ ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและการประเมินบ้านในอนาคต

เมื่อพบจุดบกพร่อง ควรทำอย่างไร

  • ทำเครื่องหมาย ไว้ที่จุดบกพร่องด้วยสติกเกอร์
  • บันทึกหลักฐาน ถ่ายรูปพร้อมหมายเหตุ
  • แจ้งโครงการ รวบรวมข้อมูลส่งให้ผู้พัฒนาโครงการเพื่อแก้ไขให้สมบูรณ์ก่อนโอน หากต้องการเจรจายืนยันผลประเมินบ้านหรือรายการแก้ไขเพิ่มเติม คุณสามารถให้ ที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ ช่วยตรวจสอบและสื่อสารแทนได้

การตรวจรับบ้านอย่างละเอียดคือการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะช่วยให้คุณมองเห็นปัญหาที่ซ่อนอยู่ตั้งแต่ก่อนเข้าอยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นงานโครงสร้าง ระบบไฟฟ้า–ประปา หรือรายละเอียดงานตกแต่งที่อาจสร้างค่าใช้จ่ายตามมาภายหลัง การตรวจที่ดีจะช่วยประหยัดทั้งเงินและเวลา ลดความเสี่ยงของการซ่อมแซมใหญ่ในอนาคต และทำให้คุณมั่นใจได้ว่าบ้านหลังใหม่มีมาตรฐานและพร้อมสำหรับการใช้ชีวิตอย่างแท้จริง

 

หากคุณต้องการความมั่นใจระดับสูงสุด หรือต้องการบริการด้านการประเมินอสังหาริมทรัพย์ ประเมินบ้านและที่ดิน สามารถติดต่อ Japan Valuers Thailand ผู้เชี่ยวชาญด้านการประเมินมูลค่าทรัพย์สินที่มีประสบการณ์กว่า 20 ปี พร้อมให้คำแนะนำอย่างเป็นกลางและเป็นมืออาชีพ

อ่านเพิ่มเติม
เปิดวาร์ป! 5 คอนโดเปิดใหม่ตามแนวรถไฟฟ้าสายสีม่วง

เปิดวาร์ป! 5 คอนโดเปิดใหม่ตามแนวรถไฟฟ้าสายสีม่วง

พฤศจิกายน 12, 2568

โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง (ช่วงบางใหญ่–เตาปูน) ถือเป็นโครงการคมนาคมสำคัญที่มีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ตลาด Real Estate ฝั่งนนทบุรีและกรุงเทพฯ ตอนเหนืออย่างมาก แม้จะเปิดให้บริการแล้ว แต่ความเคลื่อนไหวในภาคอสังหาริมทรัพย์ตามแนวเส้นทางยังคงคึกคักอย่างต่อเนื่อง โดยผู้พัฒนาหลายรายได้เปิดตัวโครงการใหม่เพื่อรองรับความต้องการที่อยู่อาศัยและการลงทุนที่เติบโตขึ้น

ในบทความนี้ ในฐานะที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ จึงได้รวบรวม 5 โครงการคอนโดมิเนียมเปิดใหม่บนทำเลศักยภาพตามแนวรถไฟฟ้าสายสีม่วง เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาสำหรับนักลงทุนและผู้ที่กำลังมองหาที่อยู่อาศัยใหม่

1.พลัมคอนโด นิว เวสต์ บางใหญ่

เปิดวาร์ป! 5 คอนโดเปิดใหม่ตามแนวรถไฟฟ้าสายสีม่วง

คอนโดมิเนียมคุณภาพ ใกล้ MRT สามแยกบางใหญ่ และเซ็นทรัล เวสต์เกต มาพร้อมพื้นที่ส่วนกลางขนาดใหญ่ 5 โซน 30 ฟังก์ชัน รองรับทุกไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตอย่างสมบูรณ์แบบ เดินทางสะดวก ใกล้แหล่งช้อปปิ้งและสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน

  • พร้อมเข้าอยู่ในราคาเริ่มต้นประมาณ 1.69 ล้านบาท
  • ขนาดพื้นที่ใช้สอยเริ่มต้น 50 ตร.ม.
  • จำนวนยูนิต 1,085 ยูนิต
  • ทำเลใกล้ Central เวสต์เกต และติดMRTสถานี สามแยกบางใหญ่
  • การเดินทางสะดวก ด้วยทำเลติดถนนรัตนาธิเบศร์ ใกล้ถนนกาญจนาภิเษก และมอเตอร์เวย์ M81

ด้วยราคาเริ่มต้นที่จับต้องได้ง่าย ทำให้มีโอกาส “ได้เปรียบ” หากเลือกยูนิตที่มีศักยภาพ การใช้บริการ ที่ปรึกษาอสังหา จะช่วยวิเคราะห์ว่าราคา 1.69 ล้านบาทนั้น คุ้มค่าหรือไม่เมื่อเทียบกับศักยภาพของทำเลในอนาคต

2.เดอะ โมสท์ รัตนาธิเบศร์

เปิดวาร์ป! 5 คอนโดเปิดใหม่ตามแนวรถไฟฟ้าสายสีม่วง

คอนโดใหม่ย่านนนทบุรี ติดถนนรัตนาธิเบศร์ ใกล้ MRT และเซ็นทรัล รัตนาธิเบศร์ มาพร้อมห้องเพดานสูงและสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน

  • พร้อมเข้าอยู่ในราคาเริ่มต้นประมาณ 1.79 ล้านบาท
  • ขนาดพื้นที่ใช้สอยเริ่มต้น 00 ตร.ม.
  • จำนวนยูนิต 1,832 ยูนิต
  • ทำเลใกล้ Central รัตนาธิเบศร์ และติดMRTสถานีบางกระสอ
  • ใกล้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

ในทำเลที่มีการแข่งขันสูงและมีโครงการให้เลือกหลากหลาย การ ประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์ อย่างเป็นกลาง จะช่วยให้เห็นภาพชัดเจนว่าราคาที่เสนอนั้น อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมกับมูลค่าทำเลและคุณภาพโครงการหรือไม่

3.ออริจิ้น ปลั๊ก & เพลย์ นนทบุรี สเตชั่น

เปิดวาร์ป! 5 คอนโดเปิดใหม่ตามแนวรถไฟฟ้าสายสีม่วง

Origin Plug & Play Nonthaburi Station คอนโดใหม่พร้อมอยู่ วิวแม่น้ำเจ้าพระยา มาพร้อมพื้นที่ส่วนกลาง 4 ชั้นขนาดใหญ่ที่สุดบนทำเล ออกแบบเพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตคนรุ่นใหม่ เดินทางสะดวกด้วยทำเลติดถนนใหญ่ ใกล้รถไฟฟ้า MRT

  • พร้อมเข้าอยู่ในราคาเริ่มต้นประมาณ 1.89 ล้านบาท
  • ขนาดพื้นที่ใช้สอยเริ่มต้น 22.00-25.00 ตร.ม. (SMART CLOSET)
  • ขนาดพื้นที่ใช้สอยปกติ 26.00-27.00 ตร.ม.
  • จำนวนยูนิต 999 ยูนิต High Rise สูง 31 ชั้น 1 อาคาร
  • ทำเลใกล้ Central รัตนาธิเบศร์ และติดMRTสถานีแยกนนทบุรี 1

สำหรับโครงการที่เน้นจุดขายไลฟ์สไตล์ (วิวแม่น้ำ, ส่วนกลาง) ที่ปรึกษาอสังหา สามารถช่วยวิเคราะห์ความคุ้มค่าของ “มูลค่าเพิ่ม” (Added Value) เหล่านี้ ว่าส่งผลต่อราคาขายต่อหรืออัตราค่าเช่าในอนาคตอย่างไร

4.เดอะ เบส วงศ์สว่าง

เปิดวาร์ป! 5 คอนโดเปิดใหม่ตามแนวรถไฟฟ้าสายสีม่วง

คอนโดมิเนียมเลี้ยงสัตว์ได้ โดดเด่นด้วยการออกแบบที่รองรับทุกไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต ใกล้ทางด่วนและแหล่งอำนวยความสะดวกครบครัน

  • พร้อมเข้าอยู่ในราคาเริ่มต้นประมาณ 2.19 ล้านบาท
  • ขนาดพื้นที่ใช้สอยเริ่มต้น 25.25–26.50 ตร.ม.
  • จำนวนยูนิต 684 ยูนิต
  • ทำเลใกล้เกทเวย์ แอท บางซื่อและติดMRTสถานีวงศ์สว่าง
  • ใกล้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

โครงการที่อนุญาตให้เลี้ยงสัตว์ได้ (Pet-friendly) ถือเป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) การใช้บริการวิเคราะห์ตลาดโดยผู้เชี่ยวชาญ จะช่วยยืนยันศักยภาพด้าน Demand & Supply ในพื้นที่ เพื่อการลงทุนที่แม่นยำ

5.ออริจิ้น เพลส เตาปูน อินเตอร์เชนจ์

เปิดวาร์ป! 5 คอนโดเปิดใหม่ตามแนวรถไฟฟ้าสายสีม่วง

คอนโดมิเนียมโครงการใหม่ บนทำเลศักยภาพ ใกล้สถานีเตาปูน Interchange Station จุดเชื่อมต่อสำคัญของรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินและสายสีม่วง เดินทางสะดวกสู่ใจกลางเมือง รายล้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน รองรับการใช้ชีวิตในทุกมิติอย่างลงตัว

  • ราคาเริ่มต้นประมาณ 29 ล้านบาท
  • ขนาดพื้นที่ใช้สอยเริ่มต้น 35-26.70 ตร.ม.
  • จำนวนยูนิต 673 ยูนิต
  • ทำเลใกล้เกตเวย์ แอท บางซื่อ และติดMRTสถานีเตาปูน

ในทำเล Interchange ที่มีมูลค่าสูงโดยธรรมชาติ การ ประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์ อย่างแม่นยำจึงเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด เพื่อให้มั่นใจว่าราคาที่ลงทุนนั้นสอดคล้องกับมูลค่าที่แท้จริง และมีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนที่คาดหวังได้จริง

ปี พ.ศ. 2568 ถือเป็นปีแห่งโอกาสของ แนวรถไฟฟ้าสายสีม่วง (ช่วงบางใหญ่–เตาปูน) ซึ่งกำลังเติบโตสู่การเป็น เส้นเศรษฐกิจใหม่ของกรุงเทพฯ และนนทบุรี การมี ที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์มืออาชีพ และการใช้บริการ ประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์ จาก Japan Valuers Thailand จะช่วยให้คุณเข้าใจภาพรวมตลาดได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ตัดสินใจลงทุนอย่างมีข้อมูล และมั่นใจได้ว่าการลงทุนใน คอนโดมิเนียมตามแนวรถไฟฟ้าสายสีม่วง ของคุณจะมีมูลค่าเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก: home.co.th, thinkofliving.com, pruksa.com, nirvanadevelopment.co.th, sansiri.com, origin.co.th,thansettakij.com

อ่านเพิ่มเติม
Hottest Mixed-Use Zones: 5 Locations with Soaring Property Demand

กระแส Mixed-Use มาแรง พาส่อง 5 ทำเลเด็ด ดีมานด์ซื้อ-เช่าพุ่งสูง!

พฤศจิกายน 4, 2568

โครงการมิกซ์ยูสคือรูปแบบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่รวมการใช้ประโยชน์ที่ดินหลายประเภท เช่น ที่อยู่อาศัย, ค้าปลีก, สำนักงาน, โรงแรม เข้าด้วยกันอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้าง “เมืองในตัวเอง” ที่ผู้คนสามารถเข้าถึงสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันได้สะดวก นี่คือโอกาสที่ ที่ปรึกษาอสังหา และนักลงทุน Real Estate ไม่ควรมองข้าม โดยช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 ในตลาด กทม.-ปริมณฑลมีการก่อสร้างโครงการรวมกว่า 23.71 ล้าน ตร.ม. ซึ่งเพิ่มขึ้น 1.42% จากช่วงก่อนหน้าและคาดว่าจะมีพื้นที่อาคารรวมเพิ่มขึ้นอีกกว่า 5.47 ล้าน ตร.ม. ในช่วงปี 2568-2572 บ่งชี้ถึงศักยภาพการลงทุนในระยะกลางถึงยาว

5 จุดเด่นหลักที่ทำให้โครงการมิกซ์ยูสโดนใจคนยุคใหม่

ความสำเร็จของโครงการประเภทนี้มาจากการตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบและต้องการความสมดุลในชีวิตได้อย่างลงตัว ผ่านจุดเด่นสำคัญดังนี้:

1.ความครบครันในที่เดียว: การรวมฟังก์ชันสำคัญ ทั้งการทำงาน การพักผ่อน และการจับจ่ายใช้สอยไว้ในอาณาเขตเดียวกัน ช่วยลดความจำเป็นในการเดินทางข้ามเมือง

2.ทำเลศักยภาพสูง: โครงการเหล่านี้มักถูกพัฒนาในเขตธุรกิจหลัก CBD หรือทำเลที่มีศักยภาพสูง ทำให้พื้นที่โดยรอบยกระดับขึ้นเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการจ้างงาน

3.การประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย: การลดระยะทางและเวลาในการเดินทางประจำวัน ถือเป็นสวัสดิการที่มีมูลค่าสูงสำหรับคนทำงานในปัจจุบัน ซึ่งส่งผลดีต่อค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางและเพิ่มเวลาส่วนตัว

4.ความปลอดภัยและเทคโนโลยี: เพื่อรองรับผู้อยู่อาศัยระดับบน โครงการมิกซ์ยูสจึงมักมาพร้อมกับระบบรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดตลอด 24 ชั่วโมงและมีการนำเทคโนโลยีด้านอสังหาริมทรัพย์และระบบบ้านอัจฉริยะมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มความสะดวกสบาย

5.มูลค่าเพิ่มในระยะยาว: การตั้งอยู่ในทำเลที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้สินทรัพย์ในโครงการมีศักยภาพในการเพิ่มมูลค่าที่สูงขึ้น และมีความน่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่มองหาโอกาสในการปล่อยเช่าที่ดี

5 ทำเลทองที่ความต้องการซื้อ-เช่า พุ่งแรง (ก.ค. – ส.ค. 2568)

การสำรวจความต้องการซื้อ-เช่ารายเดือน (MoM) ใกล้โครงการมิกซ์ยูสในกรุงเทพมหานคร เผยให้เห็นถึงย่านที่มี “ความร้อนแรง” ในการตอบรับจากตลาดอย่างชัดเจน โดยมีทำเลที่โดดเด่นดังต่อไปนี้:

1.ความต้องการซื้อ-เช่า โดยรวมเติบโตสูงสุด

  • แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา: เติบโตสูงสุดที่ 13.3% MoM ทำเลนี้เป็นที่ตั้งของโครงการระดับไฮเอนด์ เช่น The Strand Thonglor, Marché Thonglor และ EMQuartierซึ่งสะท้อนถึงความต้องการพื้นที่ในย่านทองหล่อที่ยังคงแข็งแกร่ง
  • แขวงคลองตัน เขตคลองเตย: เติบโตที่ 12.8% MoM พื้นที่นี้เป็นที่ตั้งของโครงการขนาดใหญ่ที่มีองค์ประกอบครบครันอย่าง Exchange Tower, Emporium, และ Emsphere ซึ่งเป็นศูนย์กลางธุรกิจที่สำคัญ
  • แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา: เติบโตที่ 10.1% MoM ในเขตนี้มีโครงการมิกซ์ยูสที่น่าสนใจ เช่น Terminal 21 Asok ซึ่งยืนยันถึงความแข็งแกร่งของย่านเศรษฐกิจในพื้นที่เขตวัฒนาโดยรวม
  • แขวงสีลม เขตบางรัก: เติบโตที่ 7.7% MoM ในทำเลเป็นย่านศูนย์กลาง CBD แบบดั้งเดิมที่มีราคาสูงที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ และมีโครงการมิกซ์ยูสขนาดหญ่หลายแหล่ง เช่น King Power Mahanakhon, Park Silom และ Dusit Central Park
  • แขวงจอมพล เขตจตุจักร: เติบโตที่ 7.2% MoM เป็นทำเลศูนย์คมนาคมพหลโยธินและเป็นจุดที่สามารถเชื่อมต่อการเดินทางหลายรูปแบบ มีโครงการน่าสนใจอย่าง BTS Visionary Park

กระแส Mixed-Use มาแรง พาส่อง 5 ทำเลเด็ด ดีมานด์ซื้อ-เช่าพุ่งสูง!

2.ความต้องการ “ซื้อ” เติบโตสูงสุด

แขวงสมเด็จเจ้าพระยา เขตคลองสาน: คว้าแชมป์ด้วยอัตราการเติบโตถึง 28.1% MoM การเติบโตอย่างก้าวกระโดดนี้มีปัจจัยหลักมาจากการเป็นทำเลริมแม่น้ำเจ้าพระยา และมีแลนด์มาร์กใหญ่อย่าง ICONSIAM เป็นแม่เหล็กดึงดูดทั้งผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยและนักลงทุนที่มองเห็นศักยภาพของย่านฝั่งธนบุรีกระแส Mixed-Use มาแรง พาส่อง 5 ทำเลเด็ด ดีมานด์ซื้อ-เช่าพุ่งสูง!

3.ความต้องการ “เช่า” เติบโตสูงสุด

แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา: ครองใจผู้เช่าด้วยอัตราการเติบโต 15.2% MoM ความต้องการเช่าสูงในย่านนี้บ่งชี้ว่ากลุ่มผู้เช่าส่วนใหญ่อาจเป็นกลุ่มคนทำงานระดับผู้บริหาร หรือชาวต่างชาติที่ต้องการความสะดวกในการเดินทางเข้าสู่ CBD ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วกระแส Mixed-Use มาแรง พาส่อง 5 ทำเลเด็ด ดีมานด์ซื้อ-เช่าพุ่งสูง!

การวิเคราะห์เจาะลึก: ทำไมดีมานด์จึงพุ่งในทำเลเหล่านี้?

  1. ย่านพร้อม (ทำเลที่มีโครงสร้างพื้นฐานดีแล้ว): โครงการ Mixed-Use มักตั้งอยู่ในทำเลที่มีระบบขนส่งมวลชนและสิ่งอำนวยความสะดวกเดิมที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว เช่น ทองหล่อ เพื่อ “เติมเต็ม” ฟังก์ชันให้สมบูรณ์ขึ้น ไม่ใช่การสร้างใหม่ทั้งหมด
  2. การยกระดับพื้นที่ มี Mega-Project: โครงการขนาดใหญ่ เช่น ในสีลมและคลองสาน ช่วย “ยกระดับมูลค่าและภาพลักษณ์” ของทำเลเดิมให้เป็นสากล ดึงดูดผู้บริโภคกำลังซื้อสูงและบริษัทข้ามชาติ
  3. ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายเฉพาะ: ความต้องการเช่าสูงขึ้น โดยเฉพาะทองหล่อ เพราะ Mixed-Use ตอบโจทย์ความสะดวก ความปลอดภัยและประสบการณ์ที่ครบวงจรของชาวต่างชาติและคนรุ่นใหม่
  4. ภาวะ Supply & Demand ในตลาดเช่า: แม้มีคอนโดเยอะ แต่ห้องที่อยู่ใน Mixed-Use ถือเป็น “Supply คุณภาพพรีเมียม” ที่มีจำกัด แต่มีความต้องการสูงจากผู้เช่าที่ยอมจ่ายแพงเพื่อความสะดวกสบายเหนือกว่า ทำให้เกิดภาวะความต้องการเช่าพุ่งสูงในย่าน CBD หลัก

โครงการมิกซ์ยูสกลายเป็นทิศทางหลักของ Real Estate ไทย โดยคาดการณ์พื้นที่อาคารรวมจะเพิ่มขึ้นกว่า 5.47 ล้าน ตร.ม. ในช่วงปี 2568-2572 เนื่องจากตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการ “ไลฟ์สไตล์ครบวงจร” อนาคตจะเน้นความยั่งยืน การบูรณาการเทคโนโลยีขั้นสูง และการบริหารจัดการชุมชนที่ซับซ้อน ซึ่งเปลี่ยนมุมมองผู้ซื้อจากการ “ซื้อบ้าน” เป็นการ “ซื้อคุณภาพชีวิตที่ประหยัดเวลา” ซึ่งให้ทั้งผลตอบแทนทางการเงินและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นตามคำแนะนำของที่ปรึกษาอสังหา.

ขอบคุณข้อมูลจาก: Bangkokbiznews, DDproperty, REIC

อ่านเพิ่มเติม
โครงการ บ้าน เดี่ยวใหม่ พร้อมโอกาสลงทุนยุคใหม่

ชี้เป้า 5 โครงการบ้านใหม่ ที่ห้ามพลาด

ตุลาคม 28, 2568

การเลือก บ้าน ไม่เพียงแต่เป็นการเลือกที่อยู่อาศัย แต่ยังคือการพิจารณา “สินทรัพย์” ที่ควรเติบโตในอนาคต สำหรับผู้ที่กำลังมองหาอสังหาริมทรัพย์พร้อมศักยภาพ ทั้งด้านทำเลและมูลค่า จึงควรมีบทบาทของ ที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ และบริการ ประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์ เข้ามาช่วยให้การตัดสินใจชัดเจนยิ่งขึ้น ในบทความนี้ เราได้คัดสรร 5 โครงการ บ้าน เดี่ยวสร้างใหม่ ที่ตอบโจทย์ทั้งความสะดวกสบายชีวิตชานเมือง และความได้เปรียบในการเข้าถึงเมืองใหญ่ มาให้พิจารณา

โครงการบ้านที่น่าจับตาในปี 2025

1.CENTRO ราชพฤกษ์–นครอินทร์

โครงการ บ้านเดี่ยว 2 ชั้น บนทำเลหลัก “ราชพฤกษ์–นครอินทร์” ซึ่งถือว่าเป็นทำเลชานเมืองที่เชื่อมโยงเข้าเมืองได้ดี เหมาะทั้งกับครอบครัว และการลงทุนเพื่ออนาคต

  • ราคาเริ่มต้นประมาณ 9 – 15 ล้านบาท ตามข้อมูลโครงการโดยผู้พัฒนา
  • พื้นที่ใช้สอยเริ่มที่ 193–274 ตร.ม.
  • จำนวนยูนิต 133 ครัวเรือน บนที่ดินกว่า 32 ไร่
  • จุดเด่นด้านทำเล: ใกล้ทางด่วน, รถไฟฟ้าในอนาคต, ห้างสรรพสินค้า เช่น เซ็นทรัล เวสต์เกต ฯลฯ
  • ประเด็นน่าสนใจสำหรับการประเมินและลงทุน:
  • ด้วยราคาที่เริ่มไม่แพงมากเมื่อเทียบกับทำเลชานเมือง ทำให้มีโอกาส “ได้เปรียบ” หากเลือกยูนิตที่มีศักยภาพ ถ้าเป็นผู้ซื้อที่ต้องการคำปรึกษา ให้ทบทวนว่ามีแผนงานการพัฒนาในพื้นที่โดยรอบอย่างไร เช่น รถไฟฟ้า สายสีม่วง/ชมพู หรือโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อช่วยเพิ่มมูลค่า

การใช้บริการ ประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์ จะช่วยให้คุณเข้าใจว่า ราคาขายเริ่มต้น 8.9 ล้านบาทนั้น “คุ้มค่า” หรือมีโอกาสขึ้นราคาอีกมากน้อยเพียงใด

• “ภาพโครงการ CENTRO ราชพฤกษ์–นครอินทร์ บ้านเดี่ยว 2 ชั้น โซนชานเมือง”

2.CENTRO สาทร–สุขสวัสดิ์

โครงการ บ้าน เดี่ยวในโซนใกล้เมืองมากขึ้น เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการอยู่ใกล้ทำงานใน CBD โดยเฉพาะย่านสาทร-พระราม 3

  • ราคาเริ่มต้นประมาณ 11.5 – 16 ล้านบาท (ข้อมูลแนะนำให้ตรวจสอบล่าสุดอีกครั้ง)
  • จุดเด่นทำเล: เขตทุ่งครุ-พระราม 3 ซึ่งอยู่ใกล้ใจกลางเมืองมากขึ้น และเชื่อมต่อเข้าสู่สาทรโดยตรง
  • สำหรับผู้ที่มองหาบ้านที่ใกล้เมือง ช่วงราคาเริ่มจากหลักสิบล้านขึ้นไป ทำให้ความได้เปรียบด้านทำเลเพิ่มขึ้น

เมื่อใช้บริการที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ คุณจะได้รับข้อมูลว่าโครงการนี้อยู่ในระดับราคาที่เหมาะสมหรือไม่ และการประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์จะช่วยให้เห็นความคุ้มค่าของการลงทุนในโซนที่เข้าเมืองมากขึ้น

• “บ้านหรูใกล้เมือง CENTRO สาทร–สุขสวัสดิ์”

3.THE CITY พัฒนาการ 2

บ้านเดี่ยวระดับลักซ์ชัวรี่ บนทำเลพัฒนาการ-พระราม 9 เหมาะสำหรับผู้ที่อยากอยู่ใกล้เมืองในรูปแบบบ้านใหญ่และครบฟังก์ชัน

  • ราคาเริ่มต้น 22.9 – 30 ล้านบาท ตามข้อมูลโครงการของผู้พัฒนา
  • พื้นที่ใช้สอยประมาณ 267-490 ตร.ม. (ตามข้อมูลโครงการ)
  • ทำเล: ซอยพัฒนาการ 96 บนเส้นพัฒนาการตัดใหม่ เชื่อมต่อถนนพัฒนาการเดิม สุขุมวิท อ่อนนุช และถนนเฉลิมพระเกียรติรัชกาล 9 ได้อย่างสะดวก
  • แนวคิดโครงการ: บ้านเดี่ยวหรูระดับ High-Luxury สไตล์โมเดิร์นที่ผสานทั้งดีไซน์และฟังก์ชันไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

โครงการนี้เหมาะกับผู้ที่ต้องการ “บ้านใหญ่ ใกล้เมือง” และพร้อมที่จะจ่ายในระดับสูง การใช้บริการที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์จะช่วยให้คุณเข้าใจภาพรวมของตลาดบ้านหรูในทำเลนี้ และการประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์ จะช่วยให้คุณทราบว่าสัดส่วนราคาต่อ ตร.ม. อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมหรือไม่

บ้านเดี่ยวระดับ High Luxury THE CITY พัฒนาการ 2

4.ELSE แบริ่ง 32

โครงการ บ้าน เดี่ยวระดับพรีเมียม “พร้อมอยู่” ในโซนแบริ่ง-สำโรง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในโซนยอดนิยมสำหรับคนทำงานและนักลงทุน

  • ราคาเริ่มต้นประมาณ 43.9 – 49.9 ล้านบาท ตามข้อมูลโครงการก่อนหน้า
  • บ้านขนาดใหญ่ พร้อมฟังก์ชันสิทธิพิเศษ และความรู้สึกพร้อมเข้าอยู่ทันที
  • ทำเลโซนแบริ่งมีการเชื่อมต่อเข้ากรุงเทพชั้นในได้ง่าย และมีศักยภาพด้านผู้เช่าและตลาดรองรับ

ในกรณีนี้ การเลือกใช้ที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์และการประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์ เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะด้วยมูลค่าที่สูง โอกาสและความเสี่ยงจึงมีมากขึ้น การวิเคราะห์อย่างละเอียดจะช่วยลดความเสี่ยงในระยะยาว

บ้านพร้อมอยู่ ELSE แบริ่ง 32 ทำเลศักยภาพ BTS แบริ่ง

5.PINE Wellness Residence ประชาชื่น

โครงการ บ้าน เดี่ยวและบ้านแฝด 3 ชั้น แนวคิด Wellness & Multi-Generation ในย่านประชาชื่น-งามวงศ์วาน ที่เริ่มได้รับความสนใจอย่างมาก

  • ราคาเริ่มต้นประมาณ 12.99 ล้านบาทขึ้นไป ตามข้อมูลโครงการ
  • ทำเล: ถนนสามัคคี ตำบลท่าทราย เมืองนนทบุรี ใกล้ระบบขนส่งและทางด่วนหลายสาย รวมถึงรถไฟฟ้าสายที่อยู่ระหว่างพัฒนา
  • แนวคิดโครงการ: รองรับครอบครัวหลายช่วงอายุ (Multi-Generation) พร้อม Wellness Service จากโรงพยาบาลพันธมิตร และพื้นที่ส่วนกลางที่ครอบคลุมทุกวัย

สำหรับผู้ซื้อที่มองหาบ้านที่ไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัย แต่คือ “บ้านที่รองรับทั้งครอบครัวและอนาคต” โครงการนี้มีศักยภาพสูง โดยการใช้บริการที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์และประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์ จะช่วยให้คุณวิเคราะห์โครงการนี้อย่างรอบด้าน

บ้านแนวคิด Wellness PINE Wellness Residence ประชาชื่น

ในบทบาทของผู้ซื้อบ้านหรือนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์ เมื่อคุณกำลังพิจารณาเลือกบ้านเดี่ยว สิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งคือการมีผู้เชี่ยวชาญที่เป็น ที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ ที่เข้าใจทั้งตลาดทำเล บ้านเดี่ยว และแนวโน้มการเติบโตในอนาคต พร้อมด้วยบริการ ประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์ ที่แม่นยำและเชื่อถือได้ ทั้งในด้านมูลค่าปัจจุบันและศักยภาพในอนาคต ในจุดนี้ Japan Valuers Thailand คือหนึ่งในผู้ให้บริการที่น่าไว้วางใจ ได้รับการจดทะเบียนและมีมาตรฐานสากลพร้อมประสบการณ์ในไทยโดยเฉพาะ

บริการของ Japan Valuers Thailand ครอบคลุมตั้งแต่การประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์ (Residential, Commercial, Industrial) การวิเคราะห์ตลาด การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ การวางแผนทางกลยุทธ์ และคำปรึกษาเชิงลึก ทั้งสำหรับผู้ซื้อ บ้าน เดี่ยว นักลงทุน หรือผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์

การซื้อ บ้าน ไม่ควรเป็นเพียงการมองหาที่อยู่อาศัยเท่านั้น แต่ควรเป็นการลงทุนใน “สินทรัพย์ที่มีมูลค่าเพิ่ม” การใช้บริการจาก ที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ และ ประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์ จากมืออาชีพอย่าง Japan Valuers Thailand จะช่วยให้คุณมั่นใจว่า ทุกการตัดสินใจของคุณมีข้อมูลรองรับ และมีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนระยะยาว

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก: frasersproperty, scasset, sansiri, pruksa, AP Thai

 

อ่านเพิ่มเติม
นักลงทุนกำลังประเมินคอนโดเพื่อวิเคราะห์ทำเลและมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ก่อนตัดสินใจลงทุน

7 หลักการเลือกคอนโดสำหรับนักลงทุนมือใหม่ เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืน

ตุลาคม 15, 2568

การลงทุนใน คอนโด ถือเป็นหนึ่งในวิธีสร้างความมั่นคงทางการเงินที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในตลาดอสังหาริมทรัพย์ เพราะสามารถสร้างรายได้ทั้งจาก การปล่อยเช่าและขายต่อ แต่สำหรับนักลงทุนมือใหม่ การจะเลือกโครงการที่ให้ผลตอบแทนดีและลดความเสี่ยงได้นั้น จำเป็นต้องมีการวิเคราะห์อย่างรอบคอบ และสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือ การประเมินคอนโด อย่างถูกต้อง เพื่อให้เข้าใจศักยภาพและมูลค่าที่แท้จริงของทรัพย์สินก่อนตัดสินใจลงทุน

ทำไมต้องประเมินคอนโดก่อนลงทุน ?

การประเมินคอนโด และการประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์ ช่วยให้เห็นภาพรวมมูลค่าที่แท้จริงของทรัพย์สิน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจด้านเงินกู้ การตั้งราคาเช่า และการวางแผนขายต่อ หากข้ามขั้นตอนนี้ อาจเจอความเสี่ยงจากต้นทุนแฝง ค่าส่วนกลางสูง หรืออัตราการเช่าต่ำ

7  หลักการเลือกคอนโดสำหรับนักลงทุนมือใหม่

1.ทำเลคือหัวใจสำคัญของการลงทุนคอนโด

ทำเลที่ตั้งคือปัจจัยอันดับหนึ่งที่ส่งผลโดยตรงต่อทั้ง “มูลค่า” และ “อัตราการเติบโต” ของคอนโดในอนาคต ควรเลือกทำเลที่มีศักยภาพสูง เช่น

  • ใกล้ระบบขนส่งมวลชน (รถไฟฟ้า, รถไฟใต้ดิน)
  • อยู่ใกล้แหล่งงาน สำนักงาน หรือย่านธุรกิจ
  • อยู่ในพื้นที่ที่มีแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติม

การเลือกคอนโดในทำเลที่กำลังเติบโต จะช่วยให้ราคาปรับตัวสูงขึ้นในอนาคต และยังง่ายต่อการปล่อยเช่าอีกด้วย

นักลงทุนกำลังประเมินคอนโดเพื่อวิเคราะห์ทำเลและมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ก่อนตัดสินใจลงทุน

2.กำหนดเป้าหมายการลงทุนให้ชัดเจน

ก่อนตัดสินใจซื้อ คอนโด ต้องเข้าใจวัตถุประสงค์ของการลงทุน เช่น

  • ลงทุนเพื่ออยู่อาศัยเอง → ควรเน้นความสะดวกสบาย สิ่งอำนวยความสะดวกครบ
  • ลงทุนเพื่อปล่อยเช่า → ต้องรู้จักกลุ่มผู้เช่าเป้าหมาย เช่น นักศึกษา คนทำงาน หรือครอบครัว

เมื่อเข้าใจเป้าหมายแล้ว จะสามารถเลือกขนาดห้องและโครงการที่ตรงความต้องการของตลาดได้แม่นยำมากขึ้น

นักลงทุนกำลังประเมินคอนโดเพื่อวิเคราะห์ทำเลและมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ก่อนตัดสินใจลงทุน

3.คำนวณรายรับ–รายจ่ายอย่างรอบด้าน

นักลงทุนควรเริ่มจากการ ประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์ อย่างละเอียด รวมถึงค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง เช่น

  • ราคาคอนโด
  • ค่าตกแต่งและค่าบำรุงรักษา
  • ค่าธรรมเนียมโอนและดอกเบี้ยกู้

จากนั้นคำนวณผลตอบแทนจากการปล่อยเช่า (Rental Yield) ซึ่งควรอยู่ที่ประมาณ 6–8% ต่อปี เพื่อประเมินว่าการลงทุนนี้คุ้มค่าหรือไม่

4.เลือกขนาดห้องให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย

การเลือกขนาดห้องมีผลโดยตรงต่อความต้องการของผู้เช่า

  • ห้อง สตูดิโอ หรือ 1 ห้องนอน เหมาะกับนักศึกษาและคนทำงาน
  • ห้อง 2–3 ห้องนอน เหมาะกับครอบครัวหรือชาวต่างชาติ

ห้องที่ตรงกับความต้องการของตลาดจะปล่อยเช่าได้ง่าย และมีอัตราการเข้าพักสูง

นักลงทุนกำลังประเมินคอนโดเพื่อวิเคราะห์ทำเลและมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ก่อนตัดสินใจลงทุน

5.เปรียบเทียบโครงการรอบด้านก่อนตัดสินใจ

เมื่อได้ทำเลและขนาดห้องที่ต้องการแล้ว ควรเปรียบเทียบโครงการโดยดูจาก

  • ราคาเฉลี่ยต่อตารางเมตร
  • สิ่งอำนวยความสะดวกในโครงการ
  • คุณภาพงานก่อสร้างและรีวิวจากลูกบ้าน

การลงพื้นที่จริงเพื่อสำรวจสภาพแวดล้อมจะช่วยให้เห็นภาพรวมชัดเจนมากขึ้น และช่วยประเมินศักยภาพของทำเลได้แม่นยำ

6.เลือกช่วงเวลาซื้อ–ขายให้เหมาะสม

จังหวะเวลามีผลโดยตรงต่อผลตอบแทน

  • ซื้อช่วง พรีเซล (Presale) มักได้ราคาต่ำสุดและโปรโมชั่นพิเศษ
  • ซื้อห้องจาก ตลาดรีเซล (Resale) อาจได้ราคาคุ้มค่าในทำเลดี

ส่วนช่วงเวลาขายหรือปล่อยเช่า ควรอาศัยการประเมินตลาดและมูลค่าปัจจุบันของคอนโด เพื่อกำหนดราคาที่เหมาะสม

7.เลือกผู้พัฒนาโครงการที่มีความน่าเชื่อถือ

บริษัทผู้พัฒนาโครงการที่มีผลงานดีและประวัติชัดเจน ช่วยลดความเสี่ยงเรื่องคุณภาพการก่อสร้างและการบริหารหลังการขาย นอกจากนี้ยังส่งผลต่อภาพลักษณ์ของโครงการและมูลค่าการขายต่อ

ลงทุนคอนโดอย่างมั่นใจ ต้องเริ่มจากการ “ประเมินคอนโด” อย่างมืออาชีพ

การลงทุนในคอนโดไม่ใช่เพียงแค่การเลือกทำเลดีหรือราคาเหมาะสม แต่ต้องอาศัย การประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์ อย่างถูกต้อง เพื่อให้เข้าใจศักยภาพของคอนโดทั้งในแง่ราคาและความต้องการของตลาด

หากคุณต้องการที่ปรึกษามืออาชีพ Japan Valuers (Thailand)  พร้อมช่วยคุณตั้งแต่ขั้นตอน ประเมินคอนโด, ออกแบบ, ตรวจสอบอาคาร ไปจนถึงวางกลยุทธ์การลงทุน เพื่อให้ทุกการตัดสินใจของคุณสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าและยั่งยืนในระยะยาว

ขอบคุณข้อมูลจาก : Noblehome, DDproperty, Proudrealestate

อ่านเพิ่มเติม
ศูนย์กลางธุรกิจ CBD ประเมินมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ ทำเลทอง กรุงเทพฯ

ศูนย์กลางธุรกิจ CBD ประเมินมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ ทำเลทองในกรุงเทพฯ

กันยายน 26, 2568

ศูนย์กลางธุรกิจ CBD ประเมินมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ ทำเลทอง คือหัวใจเศรษฐกิจของกรุงเทพฯ ย่าน CBD หรือ Central Business District เป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยอาคารสำนักงาน, โรงแรมหรู, คอนโดมิเนียมระดับพรีเมียม และศูนย์การค้าชั้นนำ การหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในย่านนี้สูงมาก ทำให้มูลค่าที่ดินและอสังหาริมทรัพย์มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง

ในยุคปัจจุบัน CBD ไม่ใช่เพียงพื้นที่สำนักงานเท่านั้น แต่ยังเป็นศูนย์รวมของธุรกิจการเงิน, ธุรกิจบริการ, ร้านอาหาร, ศูนย์การค้า และแหล่งบันเทิง ทำให้ย่านเหล่านี้มีทั้งความหนาแน่นของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและกำลังซื้อสูง

 

ทำไม CBD จึงเป็นทำเลทอง?

ย่าน CBD มีจุดเด่นหลายประการที่ทำให้เป็นพื้นที่ลงทุนและอยู่อาศัยที่น่าสนใจ ได้แก่

  • ศูนย์รวมธุรกิจและการเงิน: เป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่บริษัทไทยและต่างประเทศ ทำให้การติดต่อธุรกิจสะดวกและง่ายต่อการขยายเครือข่าย
  • สิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่: อาคารสูงและคอนโดหรู พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เช่น ฟิตเนส, สระว่ายน้ำ, และระบบรักษาความปลอดภัย
  • ระบบขนส่งครบถ้วน: รถไฟฟ้า BTS, MRT, ทางด่วน และถนนสายหลัก ทำให้การเดินทางสะดวก และลดเวลาในการสัญจร
  • ความต้องการอสังหาริมทรัพย์สูง: ทั้งเพื่ออยู่อาศัยและลงทุน เนื่องจากจำนวนผู้คนในพื้นที่สูง

ตัวอย่างย่าน CBD ดั้งเดิมของกรุงเทพฯ: สีลม-สาทร, สุขุมวิทตอนต้น, พญาไท, เอกมัย

New CBD: ศูนย์กลางธุรกิจแห่งอนาคต

New CBD คือพื้นที่ศูนย์กลางธุรกิจแห่งใหม่ที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ย่านเหล่านี้เป็น Mixed-use Destination ที่รวมสำนักงาน, ที่พักอาศัย, แหล่งชอปปิง และสิ่งอำนวยความสะดวกไว้ด้วยกัน

จุดเด่นของ New CBD

  1. อาคารสำนักงานทันสมัย: รองรับ Tech Company และ Startup ด้วยอาคารที่ออกแบบให้มีพื้นที่เปิดโล่งและระบบ IT อัจฉริยะ
  2. คอนโดมิเนียมหลากหลายระดับ: ตั้งแต่ระดับกลางถึงพรีเมียม เจาะกลุ่มคนทำงาน Gen Y และ Gen Z
  3. แหล่งรวมไลฟ์สไตล์ครบวงจร: ร้านอาหาร, คาเฟ่, แหล่งชอปปิง, โรงภาพยนตร์ และพื้นที่บันเทิง
  4. การเดินทางสะดวก: เชื่อมต่อรถไฟฟ้า, ทางด่วน, และสนามบิน ทำให้ย่านเหล่านี้เหมาะทั้งอยู่อาศัยและทำธุรกิจ

ย่าน New CBD ที่น่าจับตามอง

  1. พระราม 9 – รัชดาภิเษก

ย่านนี้ได้รับการยอมรับว่าเป็น The New CBD ของกรุงเทพฯ เนื่องจากมีสำนักงานใหญ่บริษัทชั้นนำทั้งไทยและต่างประเทศ เช่น G Tower, Unilever, True Digital Park 2 นอกจากนี้ยังมีศูนย์การค้าขนาดใหญ่ Central Rama 9 และ The Street รวมถึงคอนโด High-rise จำนวนมาก ทำให้ย่านนี้มีดีมานด์ที่พักอาศัยสูง

ศูนย์กลางธุรกิจ CBD ประเมินมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ ทำเลทอง กรุงเทพฯ

  1. บางซื่อ – จตุจักร – ลาดพร้าว

เป็นทำเลศักยภาพสูง เพราะมี สถานีกลางบางซื่อ ซึ่งเป็นศูนย์กลางระบบรางที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ทำให้ย่านนี้กลายเป็นจุดดึงดูดการลงทุนขนาดใหญ่ ทั้งโครงการสำนักงานและโครงการ Mixed-use นอกจากนี้ยังรายล้อมด้วยแหล่งชอปปิงยอดนิยม เช่น Central Ladprao และ Union Mall

ศูนย์กลางธุรกิจ CBD ประเมินมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ ทำเลทอง กรุงเทพฯ

  1. บางนา – สุขุมวิทตะวันออก

พื้นที่นี้กำลังพัฒนาเป็น Sub-New CBD หรือศูนย์กลางธุรกิจย่อยทางฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ ด้วยโครงการใหญ่ๆ เช่น Bangkok Mall, BITEC และ Mega Bangna รวมถึงความได้เปรียบด้านทำเลที่ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ ทำให้ย่านนี้ถูกวางให้เป็น “Gateway” ของธุรกิจและการขนส่งที่เชื่อมต่อกรุงเทพฯ และ EEC

ศูนย์กลางธุรกิจ CBD ประเมินมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ ทำเลทอง กรุงเทพฯ

ศักยภาพการลงทุนของ New CBD

ย่าน New CBD มีแนวโน้มการเติบโตของมูลค่าอสังหาริมทรัพย์สูงกว่าย่าน CBD ดั้งเดิม ปัจจัยสนับสนุนได้แก่

  • การลงทุนจากภาครัฐและเอกชน: โครงการรถไฟฟ้าสายใหม่ และโครงการ One Bangkok ทำให้ย่าน New CBD มีการพัฒนาแบบก้าวกระโดด
  • ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่: ผู้คนต้องการที่พักใกล้ที่ทำงานเพื่อลดเวลาเดินทาง ทำให้คอนโดในย่านเหล่านี้ได้รับความนิยมสูง
  • ศูนย์กลางธุรกิจใหม่: บริษัทเทคโนโลยีและ Startup เลือกที่จะย้ายสำนักงานมาในย่านเหล่านี้มากขึ้น

การลงทุนใน New CBD ถือว่ามีความเสี่ยงน้อยเมื่อเทียบกับโซนใหม่หรือพื้นที่ชานเมือง เนื่องจากมูลค่าที่ดินและอสังหาฯ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การประเมินมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ใน CBD

ศูนย์กลางธุรกิจ CBD ประเมินมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ ทำเลทอง จำเป็นต้องใช้การวิเคราะห์หลายปัจจัย เช่น

  • ราคาที่ดินและอัตราการเติบโตของพื้นที่ใกล้เคียง
  • ความหนาแน่นของประชากรและผู้ใช้งานเชิงพาณิชย์
  • ความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น รถไฟฟ้า ทางด่วน ระบบสาธารณูปโภค
  • การพัฒนาของโครงการ Mixed-use และ Mega Project ในพื้นที่

การวิเคราะห์เชิงลึกเหล่านี้ช่วยให้นักลงทุนตัดสินใจได้ว่าการลงทุนในพื้นที่ใดมีความคุ้มค่าที่สุด

CBD ดั้งเดิมยังคงเป็น ทำเลทอง ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ส่วน New CBD เป็นภาพสะท้อนความทันสมัยและ Mixed-use Lifestyle ของเมืองกรุงเทพฯ

ย่านที่ควรจับตามองสำหรับการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่

  • พระราม 9 – รัชดาภิเษก
  • บางซื่อ – จตุจักร – ลาดพร้าว
  • บางนา – สุขุมวิทตะวันออก

ย่านเหล่านี้เหมาะสำหรับทั้งการลงทุนระยะสั้นและระยะยาว เนื่องจากมูลค่าที่ดินและอสังหาริมทรัพย์มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่ต้องการความสะดวกสบายในการอยู่อาศัยและทำงาน

เพื่อความมั่นใจในการลงทุนและการประเมินมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ Japan Valuers Thailand พร้อมให้บริการประเมินมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ใน CBD และ New CBD อย่างครบวงจร ด้วยทีมผู้เชี่ยวชาญและรายงานเชิงลึก ทำให้นักลงทุนตัดสินใจได้มั่นใจและคุ้มค่ากับการลงทุน

 

ที่มา : Thansettakij, Sansiri, The Best Property, CP Tower, Nestopa
อ่านเพิ่มเติม
บ้านสไตล์ Minimal VS Muji พร้อมเคล็ดลับการประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์

บ้านสวยได้…แต่สไตล์ก็ต้องชัด! Minimal VS Muji เลือกแบบไหนใช่สำหรับคุณ

กันยายน 23, 2568

เคยไหม? เวลาจะตกแต่ง บ้าน แล้วรู้สึกลังเล  อยากได้ความเรียบง่าย คลีน ๆ แต่ก็อยากให้ บ้าน ดูอบอุ่น น่าอยู่ และใช้งานได้จริง หลายคนเลยสับสนว่าแท้จริงแล้ว Minimal กับ Muji ต่างกันอย่างไร? วันนี้เรามีคำตอบมาไขข้อข้องใจ พร้อมมุมมองว่าทั้งสองสไตล์ส่งผลต่อ การประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์ อย่างไรบ้าง

Minimal Style: ศิลปะแห่งความเรียบง่าย

สไตล์ Minimal เกิดจากแนวคิดฝั่งตะวันตกที่เน้น “Less is More” หรือ น้อยแต่มาก

  • โทนหลัก: เรียบง่าย โล่ง โปร่ง เน้นแสงธรรมชาติ
  • เฟอร์นิเจอร์: ใช้เพียงเท่าที่จำเป็น มักเป็นดีไซน์เรียบ ขาว ดำ เทา หรือไม้โทนธรรมชาติ
  • ความรู้สึก: สบายตา สงบ ดูมีศิลป์

บ้านสไตล์ Minimal VS Muji พร้อมเคล็ดลับการประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์

Minimal ไม่ใช่แค่การใช้ของน้อย แต่คือการออกแบบพื้นที่ว่างให้กลายเป็นเสน่ห์หลักของบ้าน

Muji Style: ความอบอุ่นจากวิถีญี่ปุ่น

Muji มาจากคำว่า Mujirushi Ryōhin (無印良品) ที่แปลว่า “สินค้าคุณภาพไม่มีแบรนด์” ซึ่งก่อตั้งขึ้นในญี่ปุ่นปี 1980 โดยเน้นแนวคิด เรียบง่าย ใช้งานได้จริง และกลมกลืนกับธรรมชาติ

  • โทนหลัก: ขาว–ไม้ธรรมชาติ ให้บรรยากาศอบอุ่น
  • เฟอร์นิเจอร์: มัลติฟังก์ชัน ใช้พื้นที่คุ้มค่าทุกตารางนิ้ว
  • ความรู้สึก: เรียบง่าย อบอุ่น และยั่งยืน

บ้านสไตล์ Minimal VS Muji พร้อมเคล็ดลับการประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์

Muji ได้แรงบันดาลใจจากวิถีคนญี่ปุ่นในห้องขนาดเล็ก ที่ต้องจัดพื้นที่ให้ใช้ได้จริงทุกตารางเมตร

Minimal VS Muji ต่างกันยังไง?

  • Minimal = ความสวย โปร่ง โล่ง เน้นศิลป์และพื้นที่ว่าง
  • Muji = เรียบง่ายแต่ครบ ใช้งานจริง อบอุ่น และใกล้ชิดธรรมชาติ

พูดง่าย ๆ คือ Minimal ทำให้บ้านดูคลีน โมเดิร์น และเบาสบาย ส่วน Muji ทำให้บ้านน่าอยู่ ใช้พื้นที่อย่างชาญฉลาด และอบอุ่นหัวใจ

บ้านสไตล์ Minimal VS Muji พร้อมเคล็ดลับการประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์

สไตล์บ้านถึงมีผลต่อการประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์อย่างไร?

หลายคนไม่รู้ว่า สไตล์การแต่งบ้าน ส่งผลโดยตรงต่อมูลค่าบ้านเมื่อต้องขายต่อหรือประเมินราคา

  1. ความประทับใจแรก (First Impression)

บ้านที่ดูโปร่งสะอาด หรืออบอุ่นลงตัว มักสร้างความรู้สึก “พร้อมอยู่” ให้ผู้ซื้อ ส่งผลต่อการประเมินราคาในเชิงบวก

  1. วัสดุและคุณภาพการตกแต่ง

วัสดุที่ใช้ เช่น พื้นไม้เนื้อแข็ง เคาน์เตอร์หิน หรือเฟอร์นิเจอร์คุณภาพดี มีผลต่อการให้คะแนนของผู้ประเมินและราคาที่ผู้ซื้อยินดีจ่าย

  1. ฟังก์ชันการใช้งาน

บ้าน Muji ที่ใช้พื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น เฟอร์นิเจอร์มัลติฟังก์ชัน จะทำให้แม้พื้นที่เล็กแต่ดูคุ้มค่า และดึงดูดผู้ซื้อที่ให้ความสำคัญกับการใช้ชีวิตจริง

  1. แนวโน้มตลาดและรสนิยมผู้ซื้อ

ในปัจจุบัน ผู้ซื้อรุ่นใหม่มักมองหาบ้านที่ดูโมเดิร์น เรียบง่าย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับสไตล์ Minimal และ Muji ทั้งคู่

เคล็ดลับการเลือกสไตล์ที่ใช่สำหรับเรา

  1. ดูพื้นที่บ้าน: ถ้าบ้านกว้าง เลือก Minimal จะดูโล่งสวย แต่ถ้าพื้นที่เล็ก Muji จะตอบโจทย์มากกว่า
  2. งบประมาณ: Minimal ใช้เฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้น แต่ Muji ต้องลงทุนกับเฟอร์นิเจอร์ที่ฟังก์ชันเยอะ
  3. ไลฟ์สไตล์: ชอบสงบ คลีน ๆ → Minimal / ชอบอบอุ่น ใช้งานจริง ครอบครัวอยู่สบาย → Muji

ไม่ว่าจะเลือกแต่งบ้านสไตล์ Minimal หรือ Muji สิ่งสำคัญคือการสร้างบ้านที่สะท้อนความเป็นตัวคุณ และตอบโจทย์ทั้งการอยู่อาศัยและการลงทุน หากคุณต้องการความมั่นใจก่อนตัดสินใจซื้อหรือขาย อย่าลืมให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยทำ การประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์ เพื่อให้มั่นใจว่าคุณได้ราคาที่เหมาะสมที่สุด

ที่มา : Martin Roll, M2 Décor, The Interior Maison, US Vintage Wood, Traditions of Charlotte

อ่านเพิ่มเติม
Green Urban Spaces: Mixed-use Developments Embracing Sustainable Livingc

พื้นที่สีเขียวในเมือง: โครงการ Mixed-use ที่ใส่ใจ Sustainable Living

กันยายน 17, 2568

เมื่อเราพูดถึง “เมืองที่น่าอยู่” ภาพที่หลายคนจินตนาการอาจไม่ใช่เพียงแค่ตึกสูงระฟ้า อาคารสำนักงาน หรือศูนย์การค้า หากแต่ต้องมี “พื้นที่สีเขียว” ที่ทำให้ผู้คนสามารถหายใจได้เต็มปอด รู้สึกถึงความสมดุลระหว่างชีวิตคนเมืองและธรรมชาติ บทความนี้จะพามารู้จักกับแนวคิด Sustainable Living หรือ “การใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน” ที่กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญใน อสังหาริมทรัพย์ (Real Estate) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโครงการ Mixed-use ขนาดใหญ่ ที่ผสานการอยู่อาศัย การทำงาน การพักผ่อน และการเรียนรู้ เข้ากับพื้นที่สีเขียวอย่างลงตัว

ทำไมพื้นที่สีเขียวจึงสำคัญในเมืองใหญ่?

ปัจจุบัน เมืองหลวงทั่วโลกต่างเผชิญกับปัญหาคุณภาพอากาศ ความหนาแน่นของประชากร และความเร่งรีบในชีวิตประจำวัน พื้นที่สีเขียวจึงไม่ใช่เพียง “สวนสาธารณะ” อีกต่อไป แต่เป็น โครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิต

  • พื้นที่สีเขียวช่วยลดอุณหภูมิในเมือง
  • เพิ่มออกซิเจน และดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์
  • เป็นพื้นที่พักผ่อน ลดความเครียด
  • เสริมสร้างความสัมพันธ์ของชุมชนและกิจกรรมกลางแจ้ง

แนวคิดนี้เชื่อมโยงกับ Sustainable Living หรือการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน ที่เน้นการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า อยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อม และสร้างสมดุลให้กับอนาคต

Mixed-use กับบทบาทใหม่ของพื้นที่สีเขียว

Mixed-use Development คือการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่รวมหลายฟังก์ชันไว้ในที่เดียว เช่น ศูนย์การค้า อาคารสำนักงาน โรงแรม และที่พักอาศัย สิ่งที่ทำให้ Mixed-use ยุคใหม่โดดเด่นคือ การเพิ่มพื้นที่สีเขียว เข้ามาเป็นหัวใจหลักในการออกแบบ โดยไม่ได้ทำหน้าที่เพียงตกแต่ง แต่กลายเป็น “พื้นที่ใช้ชีวิต”

ตัวอย่างโครงการ Mixed-use และ Green Lifestyle Centre ในกรุงเทพฯ

Dusit Central Park: A 7-rai sky park within a Mixed-use development connecting hotel, office, and residential spaces.

1.Dusit Central Park

โครงการ Mixed-use ระดับ Flagship ของเครือดุสิตธานีและเซ็นทรัลพัฒนา ตั้งอยู่บริเวณสี่พระยาตัดกับถนนพระราม 4 บนพื้นที่กว่า 23 ไร่

  • องค์ประกอบหลัก: โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ โฉมใหม่, อาคารสำนักงานเกรด A, ศูนย์การค้าสุดหรู และที่พักอาศัยระดับ Luxury
  • พื้นที่สีเขียว: สวนลอยฟ้าขนาด 7 ไร่ เชื่อมต่อกับสวนลุมพินี เหมือนขยายพื้นที่สีเขียวเข้าสู่โครงการ
  • ความยั่งยืน: ใช้แนวคิด Green Building และ Smart City ช่วยลดพลังงานและมลภาวะ

SAMA Garden @ BITEC: Thailand’s first Green Lifestyle Centre.

2.SAMA Garden @ BITEC

ศูนย์กลาง Green Lifestyle Centre แห่งแรกในประเทศไทย ตั้งอยู่ในพื้นที่ Bangkok International Trade & Exhibition Centre (BITEC)

  • แนวคิด: “Garden for All” พื้นที่สีเขียวที่เปิดให้ชุมชนเข้าถึงง่าย
  • องค์ประกอบ: สวนดาดฟ้า, Co-working space, และโซนกิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม
  • ความโดดเด่น: ส่งเสริมการเรียนรู้ด้าน Green Economy และ Circular Living

Samyan Mitrtown: A sky garden in the heart of the city designed for the new generation.

3.Samyan Mitrtown

Mixed-use ที่โดดเด่นด้านการเป็น “Urban Living Platform” บนถนนพระราม 4 และสามย่าน

  • องค์ประกอบ: ศูนย์การค้า 24 ชั่วโมง, อาคารสำนักงาน, คอนโดมิเนียม, และพื้นที่สีเขียว
  • พื้นที่ไฮไลต์: “Samyan Urban Park” สวนลอยฟ้าที่เปิด 24 ชั่วโมง
  • จุดแข็ง: เน้น Community Space ให้คนรุ่นใหม่เข้ามาเรียน ทำงาน และพักผ่อนได้ครบ

One Bangkok: A Mixed-use project with more than 50% of its area dedicated to green spaces.

4.One Bangkok

โครงการ Mixed-use ขนาดใหญ่ที่สุดในไทย พัฒนาโดย TCC Assets และ Frasers Property

  • ที่ตั้ง: บริเวณมักกะสัน – ถนนพระราม 4 เชื่อมสวนลุมพินี
  • ขนาด: พื้นที่โครงการกว่า 104 ไร่
  • องค์ประกอบ: อาคารสำนักงานระดับ Premium, ศูนย์การค้าสุดหรู, โรงแรมระดับนานาชาติ และที่พักอาศัย
  • พื้นที่สีเขียว: มากกว่า 50% ของโครงการ เป็นสวนและพื้นที่เปิดโล่ง
  • แนวคิด: “Smart and Sustainable City” มุ่งสู่การเป็นเมืองยั่งยืนระดับโลก

The Forestias: A “city in the forest” designed with Sustainable Living at its core.

5.The Forestias

หนึ่งในโครงการอสังหาฯ ที่ใหญ่ที่สุดของ MQDC ตั้งอยู่ที่บางนา

  • ขนาดโครงการ: พื้นที่กว่า 398 ไร่
  • แนวคิด: “Imagine Happiness” โดยมีธรรมชาติเป็นหัวใจหลัก
  • องค์ประกอบ: ที่พักอาศัยหลายรูปแบบ (คอนโด วิลล่า), อาคารสำนักงาน, ศูนย์สุขภาพ, ศูนย์นวัตกรรม, และพื้นที่ค้าปลีก
  • พื้นที่สีเขียว: มากกว่า 56% ของพื้นที่ทั้งหมด เป็นป่าและสวน
  • ความโดดเด่น: มี “Forest Pavilion” และป่าเมืองจริง ที่เชื่อมโยงกับชุมชนในโครงการ

อสังหาริมทรัพย์ไทยกับเทรนด์ Sustainable Living

โครงการเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า อสังหาริมทรัพย์ (Real Estate) ไทยกำลังเปลี่ยนแปลง ไม่ได้เน้นแค่สิ่งปลูกสร้าง แต่หันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพและคุณภาพชีวิตของผู้คน การลงทุนใน Mixed-use ที่ผสานพื้นที่สีเขียวจึงไม่ใช่เพียงแค่สร้างมูลค่าให้โครงการ แต่ยังสร้างคุณค่าระยะยาวแก่สังคมและสิ่งแวดล้อม

พื้นที่สีเขียว = ส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต

จากเดิมที่สวนถูกมองว่าเป็นเพียง “พื้นที่พักผ่อน” วันนี้พื้นที่สีเขียวกลายเป็น ส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตประจำวัน ที่เชื่อมโยงการทำงาน การเรียนรู้ และการพักผ่อนเข้าด้วยกันอย่างยั่งยืน และนี่คือทิศทางใหม่ของ อสังหาริมทรัพย์ในไทย

อ่านเพิ่มเติม
คอนโดมิเนียมเพื่อสุขภาพแนวคิด Well-topia

ชีวิตดี เริ่มที่ Welltopia: คอนโดมิเนียมเพื่อสุขภาวะและการลงทุนอย่างยั่งยืน

กันยายน 10, 2568

เมื่อพูดถึง “ที่พักอาศัย” หรือ คอนโดมิเนียม ในยุคใหม่ คำว่า Well-topia กำลังกลายเป็นแนวคิดที่ได้รับความสนใจมากขึ้น คำนี้มาจากการผสมระหว่าง Wellness (สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี) และ Utopia (โลกในอุดมคติ) เมื่อรวมกันแล้ว Well-topia หมายถึง “แดนสุขภาวะในอุดมคติ” ไม่ใช่เพียงแค่ที่อยู่อาศัยที่สวยงาม แต่คือการออกแบบเพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีและยั่งยืนให้กับผู้คนในทุกมิติ

ทำไม Well-topia ถึงสำคัญ?

ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้คนหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพกาย สุขภาพใจ ความสัมพันธ์ทางสังคม และสิ่งแวดล้อมมากขึ้น คอนโดมิเนียมที่ออกแบบตามแนวคิด Well-topia จึงตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์สมัยใหม่ได้อย่างครบถ้วน

ตัวอย่างเช่น เมืองหรือชุมชนแบบ Well-topia จะต้องมี พื้นที่สีเขียว, สวนสาธารณะ, อาหารปลอดภัย, พื้นที่สำหรับออกกำลังกาย และการเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพ ทั้งยังใช้เทคโนโลยีในการดูแลและติดตามสุขภาพ เพื่อสร้างสมดุลทั้งร่างกาย จิตใจ และสังคม

องค์ประกอบของคอนโดมิเนียมแนวคิด Well-topia

การออกแบบคอนโดมิเนียมในแนวคิดนี้ มักมุ่งเน้นไปที่ 3 ด้านหลัก

  1. ส่วนกลางเพื่อสุขภาพ (Health Focus Facilities)
    มีฟิตเนส สระว่ายน้ำ ห้องโยคะ สปา หรือแม้แต่โซนพักผ่อนที่ช่วยฟื้นฟูสมดุลกายและใจ
  2. การดูแลสุขภาพครบวงจร (Life Support & Health)
    หลายโครงการจับมือกับโรงพยาบาลหรือคลินิกชั้นนำ เพื่อให้บริการตรวจสุขภาพ โภชนาการ กายภาพบำบัด หรือโปรแกรมชะลอวัย
  3. คอมมูนิตี้แห่งความสุข (Well-Being Community)
    กิจกรรมเพื่อสังคมและสุขภาพ เช่น เวิร์กช็อป โครงการสำหรับผู้สูงวัย กิจกรรมสำหรับเด็ก ช่วยสร้างสังคมที่อบอุ่นและมีคุณภาพ

คอนโดมิเนียมตัวอย่างที่เน้นสุขภาวะในกรุงเทพฯ

แนวคิด Well-topia ได้เริ่มถูกนำมาใช้จริงแล้ว โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมที่ตอบโจทย์ทั้งการอยู่อาศัยและการลงทุน เรามาดู 4 โครงการที่น่าสนใจในกรุงเทพฯ

Romm Convert โครงการคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ ที่เน้นสุขภาวะและการอยู่อาศัยยั่งยืน

  1. ROMM Convent

  • ที่ตั้ง: ซอยคอนแวนต์ สีลม บางรัก
  • เสร็จสิ้น: ปี 2026
  • จำนวนชั้น/ยูนิต: 32 ชั้น 180 ยูนิต
  • จุดเด่น: คอนโดลักชัวรี่ วิวสวนลุมพินี พร้อมพื้นที่สีเขียวในโครงการ
  • สิ่งอำนวยความสะดวก: Sky Villa, Sky Lounge, Onsen, ห้องสมุด, ฟิตเนส
  • พันธมิตรสุขภาพ: ร่วมกับ BNH Hospital และ BDMS

So Origin wellness siriraj โครงการคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ ที่เน้นสุขภาวะและการอยู่อาศัยยั่งยืน

  1. SO Origin Wellness Siriraj

  • ที่ตั้ง: ถนนพรานนก บางกอกน้อย
  • เริ่มสร้าง: ปี 2025
  • จำนวนชั้น/ยูนิต: 19 ชั้น 256 ยูนิต
  • จุดเด่น: เน้นการอยู่อาศัยเพื่อสุขภาพเป็นหลัก
  • สิ่งอำนวยความสะดวก: ฟิตเนส สระว่ายน้ำ ระบบรักษาความปลอดภัย

BDMS Silver Wellness โครงการคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ ที่เน้นสุขภาวะและการอยู่อาศัยยั่งยืน

  1. BDMS Silver Wellness & Residence

  • ที่ตั้ง: ถนนสารสิน ลุมพินี
  • คาดเสร็จ: ปี 2029
  • จุดเด่น: ผู้นำด้านการแพทย์ป้องกันและการชะลอวัย
  • สิ่งอำนวยความสะดวก: BDMS Wellness Clinic, Mövenpick BDMS Wellness Resort Bangkok

โครงการคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ ที่เน้นสุขภาวะและการอยู่อาศัยยั่งยืน

  1. Krungthep Wellness Residence & Healthcare Center

  • ที่ตั้ง: ถนนนราธิวาสฯ สาทร
  • คาดเสร็จ: ปี 2028
  • จุดเด่น: ผสมผสานการอยู่อาศัยพรีเมียมกับการดูแลสุขภาพ เหมาะกับผู้สูงวัย
  • สิ่งอำนวยความสะดวก: ฟิตเนส สระว่ายน้ำ บริการดูแลสุขภาพ

การลงทุนคอนโดมิเนียมในยุค Well-topia

การลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในแนวคิดนี้ ไม่ใช่เพียงการซื้อเพื่ออยู่อาศัย แต่ยังเป็นการลงทุนที่สะท้อนถึงความยั่งยืนและคุณค่าของชีวิตผู้คน นักลงทุนสามารถใช้การ ประเมินราคาอสังหา เพื่อวิเคราะห์ศักยภาพโครงการ ทำเล และผลตอบแทนที่เป็นไปได้

ที่ Japan Valuers (Thailand) เราเชี่ยวชาญด้านการประเมินมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ ให้บริการครบวงจรตั้งแต่การวิเคราะห์โครงการ การตรวจสอบอาคาร ไปจนถึงการวางกลยุทธ์การลงทุนสำหรับทั้งนักลงทุนไทยและต่างชาติ เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจลงทุนได้อย่างมั่นใจ

Well-topia ไม่ใช่เพียงแค่คอนเซ็ปต์ แต่เป็น วิสัยทัศน์ของที่พักอาศัยและการลงทุนแห่งอนาคต ที่ผสานสุขภาพ ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตเข้าด้วยกันอย่างครบวงจร การเลือกลงทุนหรืออยู่อาศัยในคอนโดมิเนียมที่ยึดแนวคิดนี้ จึงไม่ใช่แค่การซื้อห้อง แต่คือการลงทุนในความยั่งยืนและสุขภาพของชีวิตในระยะยาว

.

ขอบคุณข้อมูลจาก : Today, ROMMConvent, Origin Vertictal, Spacebar

อ่านเพิ่มเติม
Serviced Office | ที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ เลือกออฟฟิศที่ใช่

ออฟฟิศยุคใหม่: ทำไม Serviced Office จึงตอบโจทย์ธุรกิจยุคดิจิทัล

กันยายน 8, 2568

ในโลกธุรกิจยุคใหม่ ความยืดหยุ่น ความรวดเร็ว และภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธุรกิจสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน หนึ่งในเทรนด์ที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นคือ Serviced Office หรือ สำนักงานสำเร็จรูปพร้อมใช้ ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเริ่มต้นธุรกิจหรือขยายกิจการได้ทันทีโดยไม่ต้องลงทุนสูง การเลือกใช้ Serviced Office จึงเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ทั้งในด้านต้นทุน ความสะดวก และความเป็นมืออาชีพ

Serviced Office คืออะไร?

Serviced Office คือ ออฟฟิศพร้อมใช้ ที่จัดเตรียมเฟอร์นิเจอร์ อินเทอร์เน็ต โทรศัพท์ ค่าน้ำ ค่าไฟ รวมไปถึงบริการเสริมต่าง ๆ เช่น พนักงานต้อนรับ ห้องประชุม และพื้นที่ส่วนกลางไว้ครบครัน ผู้เช่าสามารถย้ายเข้ามาเริ่มทำงานได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาตกแต่งหรือซื้ออุปกรณ์สำนักงานเพิ่มเติม

การมี ที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ ที่เข้าใจตลาดออฟฟิศอย่างลึกซึ้ง จะช่วยให้คุณสามารถเลือก Serviced Office ที่เหมาะสมกับธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นขนาดทีม ทำเลที่ตั้ง หรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นต่อการทำงาน

Serviced Office | Real Estate Advisor for the Right Office

ข้อดีของการใช้ Serviced Office

  1. ประหยัดต้นทุน – ไม่จำเป็นต้องลงทุนในการตกแต่งหรือซื้อเฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์สำนักงานเพิ่มเติม ค่าใช้จ่ายคงที่และสามารถควบคุมได้ง่าย
  2. ความยืดหยุ่นของสัญญา – สามารถเลือกเช่าได้ทั้งแบบรายวัน รายเดือน หรือรายปี ตามความต้องการของธุรกิจ เหมาะทั้งสำหรับสตาร์ทอัพและองค์กรขนาดใหญ่
  3. พร้อมใช้งานทันที – เพียงนำคอมพิวเตอร์ส่วนตัวมาก็สามารถเริ่มทำงานได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลาในการเตรียมการ
  4. ทำเลที่ตั้งสะดวก – ส่วนใหญ่อยู่ใจกลางเมือง ใกล้ระบบขนส่งมวลชน เช่น BTS และ MRT ช่วยให้พนักงานและลูกค้าเดินทางได้สะดวก
  5. เสริมภาพลักษณ์ธุรกิจ – การมีออฟฟิศในอาคารสำนักงานระดับมืออาชีพช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่คู่ค้าและลูกค้า
  6. บริการครบวงจร – มีทั้งห้องประชุม ระบบ IT อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และพนักงานต้อนรับมืออาชีพ

ทำไม Serviced Office จึงตอบโจทย์การทำงานแบบ Work Smart

การทำงานแบบ Work Smart หมายถึงการทำงานที่ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและสร้างผลงานได้มากที่สุดภายในเวลาที่จำกัด Serviced Office จึงสอดคล้องกับแนวคิดนี้ เพราะผู้ประกอบการไม่ต้องเสียเวลาและต้นทุนในการจัดหาออฟฟิศเอง ทุกอย่างพร้อมให้ใช้งานทันที ทำให้สามารถโฟกัสไปที่การสร้างมูลค่าและพัฒนาธุรกิจได้เต็มที่

ยิ่งไปกว่านั้น การเลือกทำเลที่เหมาะสมยังช่วยเสริมสร้างโอกาสทางธุรกิจ การมีสำนักงานอยู่ในย่านเศรษฐกิจใจกลางเมือง เช่น สีลม อโศก หรือสาทร ทำให้เข้าถึงลูกค้าได้ง่ายขึ้น และยังเพิ่มความน่าเชื่อถือของแบรนด์อีกด้วย

Serviced Office | Real Estate Advisor for the Right Office

บทบาทของที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ในการเลือก Serviced Office

แม้ว่า Serviced Office จะมีข้อดีหลายประการ แต่การเลือกออฟฟิศที่ใช่สำหรับแต่ละธุรกิจไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากต้องพิจารณาทั้งทำเล ราคา ขนาดพื้นที่ และบริการที่ได้รับ การมี ที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ ที่มีประสบการณ์และเข้าใจตลาดจึงเป็นสิ่งจำเป็น

ที่ปรึกษาจะช่วยวิเคราะห์ความต้องการของธุรกิจคุณ เปรียบเทียบทางเลือกที่เหมาะสม และเจรจาเงื่อนไขการเช่าให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด นอกจากนี้ยังช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่าออฟฟิศที่เลือกนั้นสอดคล้องกับกลยุทธ์การเติบโตของธุรกิจในระยะยาว

Serviced Office กับการสร้างความคล่องตัวทางธุรกิจ

ในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การมีความคล่องตัวคือกุญแจสำคัญที่ทำให้ธุรกิจสามารถปรับตัวได้รวดเร็ว Serviced Office เปิดโอกาสให้ธุรกิจสามารถขยายทีม ลดขนาด หรือย้ายที่ตั้งได้ตามสถานการณ์ โดยไม่ต้องผูกพันกับสัญญาระยะยาวที่สร้างภาระเกินจำเป็น

ยกตัวอย่างเช่น สตาร์ทอัพที่เพิ่งเริ่มต้น อาจต้องการออฟฟิศขนาดเล็กเพียงไม่กี่โต๊ะ แต่เมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น ก็สามารถขยายพื้นที่ได้ทันทีภายในอาคารเดียวกัน โดยไม่ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการย้ายสำนักงาน

Serviced Office คือคำตอบของการทำงานแบบ Work Smart อย่างแท้จริง เพราะช่วยให้ธุรกิจสามารถเริ่มต้นได้ทันที ประหยัดต้นทุน มีภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือ และยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลง การทำงานในยุคใหม่ไม่จำเป็นต้องลงทุนสูงเพื่อมีออฟฟิศที่ดูดีอีกต่อไป เพียงเลือกใช้ Serviced Office ที่เหมาะสม ร่วมกับคำแนะนำจาก ที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ ผู้เชี่ยวชาญ ก็จะช่วยให้คุณก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นใจ การเลือก ออฟฟิศ ที่ถูกต้องไม่เพียงแต่เป็นสถานที่ทำงาน แต่ยังเป็นก้าวแรกสู่ความสำเร็จในอนาคต

อ่านเพิ่มเติม
ตลาดอุตสาหกรรมโรงแรม

ตลาดอุตสาหกรรมโรงแรมไทย ในปี 2025

กันยายน 3, 2568

ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย ในไตรมาส 4 ปี 2025 | การพัฒนาของโรงแรมและรีสอร์ท

ภาพรวมธุรกิจโรงแรมในกรุงเทพฯ

ณ ปี 2025 กรุงเทพฯ มีโรงแรมจำนวน 1,222 แห่ง รวมจำนวนห้องพัก 139,628 ห้อง โดยส่วนใหญ่กระจุกตัวในทำเลสำคัญ เช่น เพลินจิต/สุขุมวิท (37%) และ เขตศูนย์กลาง (ลุมพินี/สยาม, สีลม/สาทร, ราชเทวี/เพชรบุรี เขตละ 13%) ส่งผลให้เกิดการแข่งขันสูง ขณะที่พื้นที่รอบนอก เช่น ริเวอร์ไซด์, กรุงเทพฯ ตอนเหนือ และเมืองเก่า กลับมีศักยภาพสำหรับการพัฒนาโรงแรมบูทีคหรือเจาะกลุ่มเฉพาะ ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นในการวางกลยุทธ์ที่สมดุลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าพักและรายได้

ตลาดอุตสาหกรรมโรงแรม

พื้นที่กรุงเทพฯ ภาคเหนือ และภาคกลาง แสดงการเติบโตของโรงแรมอย่างต่อเนื่องจาก อุปสงค์การท่องเที่ยวที่แข็งแกร่ง ในขณะที่ ภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก มีแนวโน้มทรงตัวหรือชะลอตัวเล็กน้อย อันเป็นผลจาก ตลาดที่อิ่มตัว ความผันผวนตามฤดูกาล หรือการปรับโครงสร้าง จำนวนโรงแรมทั้งหมดทั่วประเทศค่อนข้างคงที่อยู่ที่ราว 16,500 แห่ง สะท้อนให้เห็นตลาดโรงแรมที่มีความเป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่ยังคงขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเน้นการเติบโตใน เมืองใหญ่และพื้นที่ภาคเหนือ

ตลาดอุตสาหกรรมโรงแรม

แนวโน้มการเดินทางเข้าประเทศไทย

  • การฟื้นตัวหลังโควิด-19 อย่างแข็งแกร่ง: หลังจากการชะลอตัวในปี 2020 การเดินทาง การค้า และการท่องเที่ยวทั่วโลกกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง โดยได้รับแรงหนุนจาก มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน การฉีดวัคซีน ความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น บริการดิจิทัล และการจัดงานระดับนานาชาติ ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตอย่างต่อเนื่องในทุกภูมิภาค
  • การเติบโตอย่างต่อเนื่องของไทย: คาดว่าการท่องเที่ยวไทยจะขยายตัวสู่ 51 ล้านคนภายในปี 2028 โดยได้รับแรงหนุนจาก แคมเปญการตลาดเชิงกลยุทธ์ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การขยายแหล่งนักท่องเที่ยว และพฤติกรรมผู้เดินทางที่เปลี่ยนแปลง แม้จะต้องเผชิญกับ การแข่งขันระดับภูมิภาคและรูปแบบการท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไป

ตลาดอุตสาหกรรมโรงแรม

สนใจรายงานฉบับเต็มหรือบริการวิจัยตลาด สามารถติดต่อได้ที่ Japan Valuers Thailand

อ่านเพิ่มเติม