การประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกประเมินภาษีย้อนหลังโดยกรมสรรพากร | Japan Valuers (Thailand)

สิงหาคม 27, 2569

ในการบริหารจัดการสินทรัพย์  ประเภทอสังหาริมทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน อาคารพาณิชย์ โรงงาน หรือโครงการที่อยู่อาศัย ปัจจัยสำคัญที่มักส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเสี่ยงทางการเงินขององค์กร  และนักลงทุนคือ “ภาระผูกพันทางภาษี” การทำธุรกรรมโอนกรรมสิทธิ์  การปรับโครงสร้างหนี้  การควบรวมกิจการ หรือการบันทึกมูลค่าสินทรัพย์ตามมาตรฐานบัญชี ล้วนเชื่อมโยงกับหลักเกณฑ์การคำนวณภาษีของกรมสรรพากรทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่มักเกิดขึ้นบ่อยครั้งคือ การกำหนดราคาซื้อขายหรือมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่สมเหตุสมผลหรือไม่สะท้อนภาวะตลาดที่แท้จริง ส่งผลให้เจ้าพนักงานประเมินของกรมสรรพากรใช้อำนาจตามประมวลรัษฎากรในการประเมินราคาทรัพย์สินใหม่ และนำไปสู่การเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มในจำนวนที่สูงมาก การประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการและเป็นไปตามมาตรฐานสากล จึงไม่ได้เป็นเพียงกระบวนการทางบัญชี แต่คือเกราะป้องกันความเสี่ยงทางกฎหมายและทางการเงินที่สำคัญที่สุดสำหรับทุกองค์กร

กลไกการตรวจสอบและปัจจัยเสี่ยงที่นำไปสู่การถูกประเมินภาษีย้อนหลัง

กรมสรรพากรมีอำนาจตามประมวลรัษฎากรในการตรวจสอบรายการโอนอสังหาริมทรัพย์ หากพิจารณาแล้วเห็นว่าราคาที่ผู้เสียภาษีแจ้งไว้ในสัญญาหรือใบเสร็จรับเงินมีมูลค่าต่ำกว่า “ราคาตลาด” (Fair Market Value) โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เจ้าพนักงานมีสิทธิประเมินราคาใหม่เพื่อใช้เป็นฐานในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์

สาเหตุหลักที่มักทำให้เกิดประเด็นข้อโต้แย้งทางภาษี ได้แก่:

  • การพึ่งพาเพียงราคาประเมินทุนทรัพย์ของกรมธนารักษ์: แม้ราคาประเมินของกรมธนารักษ์จะใช้เป็นฐานในการคำนวณค่าธรรมเนียมการโอน ณ กรมที่ดิน แต่ในทางประมวลรัษฎากร การคำนวณภาษีบางประเภท โดยเฉพาะการทำธุรกรรมในนามนิติบุคคล กรมสรรพากรจะพิจารณาจาก “ราคาตลาด” เป็นหลัก การใช้ราคาประเมินราชการซึ่งอาจต่ำกว่าราคาตลาดจริงอย่างมากมาอ้างอิง จึงเป็นความเข้าใจผิดที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงสูง

  • ธุรกรรมระหว่างบุคคลหรือนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน (Related Parties Transaction): การโอนอสังหาริมทรัพย์ระหว่างบริษัทในเครือ บริษัทแม่กับบริษัทลูก หรือการขายสินทรัพย์ให้แก่กรรมการบริษัท มักถูกเพ่งเล็งเป็นพิเศษตามหลัก Transfer Pricing หากไม่มีรายงานการประเมินราคาที่อิสระและน่าเชื่อถือยืนยัน กรมสรรพากรจะสันนิษฐานว่าเป็นการถ่ายโอนกำไรเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี

  • การขาดเอกสารหลักฐานอ้างอิงเชิงประจักษ์: หลายองค์กรกำหนดราคาอสังหาริมทรัพย์โดยใช้วิธีการประมาณการเองภายใน หรือใช้อัตราเติบโตตามตัวเลขทางสถิติทั่วไป ซึ่งไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานยืนยันกับเจ้าพนักงานประเมินได้ เมื่อเกิดการตรวจสอบย้อนหลัง เอกสารที่ขาดน้ำหนักทางวิชาการจะถูกปฏิเสธทันที

 

 

แนวทางการลดความเสี่ยงทางภาษีด้วยการประเมินราคาอย่างถูกต้อง

กระบวนการประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์โดยผู้เชี่ยวชาญอิสระ ถือเป็นแนวทางเชิงรุกในการสร้างพยานหลักฐานที่โปร่งใสและเป็นสากล โดยมีหลักปฏิบัติสำคัญ ดังนี้:

  • การเลือกใช้วิธีการประเมินที่เหมาะสมกับประเภทอสังหาริมทรัพย์:

    • วิธีเปรียบเทียบราคาตลาด (Market Comparable Approach): เหมาะสำหรับที่ดินเปล่า อาคารชุด หรือบ้านพักอาศัย โดยทำการวิเคราะห์ข้อมูลการซื้อขายจริงของอสังหาริมทรัพย์ที่มีลักษณะใกล้เคียงกันในพื้นที่

    • วิธีคิดจากรายได้ (Income Approach): เหมาะสำหรับอสังหาริมทรัพย์ที่สร้างรายได้ เช่น อาคารสำนักงานให้เช่า โรงแรม หรือศูนย์การค้า โดยคำนวณจากประมาณการกระแสเงินสดรับในอนาคตและคิดลดกลับเป็นมูลค่าปัจจุบัน

    • วิธีต้นทุน (Cost Approach): เหมาะสำหรับสิ่งปลูกสร้างเฉพาะทาง เช่น โรงงานอุตสาหกรรม หรือคลังสินค้า โดยคำนวณจากราคา replacement cost หักด้วยค่าเสื่อมราคาตามสภาพจริง

  • การสอดคล้องกับหลักราคาแขนยาว (Arm’s Length Principle): การกำหนดราคาทำธุรกรรมให้อยู่ในระดับเดียวกับการซื้อขายระหว่างคู่สัญญาที่เป็นอิสระต่อกันอย่างแท้จริง ช่วยขจัดข้อสงสัยเรื่องเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี

  • การจัดทำรายงานประเมินมูลค่าสินทรัพย์แบบสมบูรณ์ (Comprehensive Valuation Report): รายงานต้องระบุขั้นตอน สมมติฐาน แหล่งที่มาของข้อมูล และวิธีการคำนวณไว้อย่างละเอียด เพื่อใช้เป็นเอกสารประกอบการยื่นแบบแสดงรายการภาษี และใช้ยืนยันกับกรมสรรพากรหากมีข้อสงสัยในอนาคต

 

 

ประโยชน์ของการเตรียมความพร้อมด้านการประเมินราคาก่อนทำธุรกรรม

การประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์อย่างรัดกุมก่อนเริ่มทำธุรกรรม ไม่เพียงแต่ช่วยป้องกันความเสี่ยงจากการถูกปรับย้อนหลัง แต่ยังมอบประโยชน์ในด้านการบริหารจัดการองค์กรในหลายมิติ:

  • ควบคุมภาระภาษีได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย: ช่วยให้ฝ่ายการเงินและฝ่ายบัญชีสามารถประมาณการภาระภาษีที่เกิดขึ้นจริงได้อย่างแม่นยำ ลดความผันผวนของงบการเงิน

  • ลดความเสี่ยงจากเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม: ในกรณีถูกกรมสรรพากรตรวจสอบย้อนหลัง การมีรายงานประเมินราคาจากผู้ประเมินรับอนุญาตจะช่วยพิสูจน์สุจริตใจของผู้เสียภาษี ซึ่งอาจนำไปสู่การยกเว้นหรือลดหย่อนเบี้ยปรับตามกฎหมาย

  • สร้างความน่าเชื่อถือต่อผู้สอบบัญชีและผู้ถือหุ้น: รายงานการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ที่เป็นกลาง จะได้รับการยอมรับจากผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ในการบันทึกมูลค่าตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน (TFRS/IFRS)

บทบาทของ Japan Valuers ในการคุ้มครองมูลค่าและป้องกันความเสี่ยงทางภาษี

บริษัท Japan Valuers ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์และที่ปรึกษาด้านมูลค่าสินทรัพย์ระดับสากล มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในข้อกำหนดทางกฎหมาย มาตรฐานบัญชี และหลักเกณฑ์การพิจารณาของกรมสรรพากร

ด้วยทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ยาวนาน ทั้งในประเทศไทยและระดับนานาชาติ Japan Valuers พร้อมส่งมอบบริการประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์ที่มีความแม่นยำ เที่ยงธรรม และเป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพสูงสุด รายงานการประเมินราคาจาก Japan Valuers ได้รับการยอมรับจากสถาบันการเงิน ผู้สอบบัญชี และหน่วยงานราชการ ช่วยให้องค์กรธุรกิจและนักลงทุนมั่นใจได้ว่า ทุกธุรกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ได้รับการคุ้มครองด้านมูลค่า และมีเกราะป้องกันทางภาษีที่แข็งแกร่ง รองรับการเติบโตของธุรกิจได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน